เชียงใหม่ปลายหน้าหนาว ไม่เหงาเพราะเพื่อนไปเยอะ | เที่ยวเชียงใหม่ ดอยอินทนนท์ – ดอยอ่างขาง – ดอยผ้าห่มปก

03.00 น. เช้ามืดในวันเสาร์ ที่มีเสียงวัวร้องอยู่หน้าเต็นท์เป็นเสียงปลุกแทนที่จะเป็น
เสียงของไก่ขัน เมื่อทุกคนพร้อมเราเริ่มเดินเท้าออกจากลานกางเต็นท์เพื่อมุ่งหน้าสู่
ยอดดอยที่สูงเป็นอันดับสองของประเทศไทย ยอดดอยผ้าห่มปก เส้นทางที่ไม่รู้เลย
ว่าจะเป็นยังไง มีเพียงแสงไฟดวงเล็ก ๆ ในการส่องนำทาง แต่เส้นทางผ้าห่มปก
เป็นเส้นทางที่ทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราอยากเจอไม่ใช่ แสงแรกของวันบนยอดดอย
แต่มันคือ เพื่อน ที่มาด้วยกันในทุกเส้นทางต่างหาก . . .
.
เชียงใหม่มั้ย? 
คำถามง่าย ๆ ที่อยากชวนเพื่อนไปเที่ยวด้วย
และเมื่ออยากไปขึ้นดอยมันก็ต้องชวนเพื่อนไปหลาย ๆ คนสิ มันถึงจะสนุก จริงมั้ย?

ฝากไปดู Vlog กันก่อนนะคะ

ย้อนกลับไปเริ่มต้นทริปในเช้าวันอังคาร ที่เรายังรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ออกเดินทาง
เรามาถึงเชียงใหม่ในเวลาสาย ๆ ไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าสู่ดอยอินทนนท์จุดหมายของวันนี้กันเลย

ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ภาคเหนือของประเทศไทยอากาศเริ่มอุ่นขึ้น แต่มันยังคงหนาวจัดสำหรับชาวเมืองอย่างเรา ๆ เริ่มหมดฤดูกาลการท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวเริ่มเบาบางลง ดอกพญาเสือโคร่งที่เบ่งบานให้ชมในหน้าหนาวก็ไม่มีแล้ว แต่ทำไมเราถึงเลือกที่จะไปเที่ยวช่วงนี้ เมื่อเราได้มาสัมผัสบรรยากาศสงบ ๆ อากาศหนาว ๆ เหมาทุกดอย นี่แหละน่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ของการออกเดินทางของเรา

ขนส่งช้างเผือก – จอมทอง – อินทนนท์

จากจอมทองไปสู่อินทนนท์ คุณลุงคนขับจะจอดให้เราลงตรง 3 แยก แล้วบอกให้เราเดินเขาไปอีกเล็กน้อยเพื่อไปยังที่พัก 👉 Camp Inthanon
เราจองแบบ Tent Super VIP ที่พักบรรยากาศดี และสะดวกสบายมาก ซึ่งในคืนนี้ทั้งแคมป์มีเพียงเรากลุ่มเดียวเท่านั้นที่เข้ามาพัก

เรามาถึงในช่วงบ่ายแก่ ๆ เก็บข้าวของเสร็จก็ออกไปหาของกินกันบริเวณใกล้เคียง 
เราขอ Recommend สตอเบอรี่ที่อินทนนท์ อร่อยมากกกก และถูกมากเก็บมาสด ๆ จากไร่เลย

แก้วเล็ก 5 บาท แก้วใหญ่ 10 บาท แกรรรรจะกินแค่แก้วเดียวได้ไง

มื้อเย็นวันนี้คือเมนู Signature บนดอย หมูกระทะที่เราสามารถสั่งจากที่พักได้เลย ชุดละ 500 บาท

เที่ยวนอกเทศกาล แต่อากาศยังหนาว แก๊งเดียวทั้งแคมป์ มันโครตดีเลยแกรรร~ ต้องลองมาสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้

ส่วนใครที่จะไปเที่ยวกิ่วแม่ปาน หรือสถานที่เที่ยวต่าง ๆ บนดอยอินทนนท์ ก็สามารถติดต่อรถเหมาขึ้นไปจากที่พักได้เลย

เตรียมตัวไปเที่ยวกิ่วแม่ปานกัน~
05.30 น. คุณลุงคนขับรถนัดมารับเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้น ความหนาวที่ระดับ 10 องศา
ตรงศูนย์บริการนักท่องเที่ยวบริเวณนี้จะมีร้านขายของต่าง ๆ ทานข้าวให้อิ่มก่อนไปลุยกันต่อนะคะ

07.00 น. ได้เวลาไปเดินกิ่วแม่ปานกันแล้ว ลุยยยยย!
เลือกไปแต่เช้าเลยนะยังไม่มีคน โคตรดียยยย์

Note: เราติดต่อเหมารถจากที่พัก และคุณลุงอาสามาเป็นไกด์นำทางและพาเที่ยว ส่วนใครนำรถไปเองแล้วจะไปเดินกิ่วแม่ปานสามารถติดต่อไกด์ชาวบ้านได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลยนะคะ กรุ๊ปละ 200 (ไม่เกิน 10 คน สามารถจอยกรุ๊ปกับคนอื่นได้ค่ะ)

เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เตรียมร่างกายและเสื้อหนาวมาให้พร้อม เพราะบอกเลยมามาตอนเช้าแบบนี้ มันหนาวมากกกกก~
ระยะทาง 3.2 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง แล้วแต่ระยะเวลาหยุดพัก ทางเดินเป็นทางบันได สลับพื้นดินบ้าง ค่อนข้างเดินง่ายแต่เหนื่อยใช่เล่น เรานี่หอบตั้งแต่ยังไม่ถึงจุดพักจุดแรกเลยค่ะ อย่าลืมพกน้ำดื่มขวดเล็กและลูกอมติดตัวมาด้วยนะคะ

เส้นทางเดินจะเป็นวงกลมผ่านธรรมชาติให้เราได้ศึกษามากมาย การเดินในช่วงแรกจะเป็นป่าดิบชื้น ทางลาดชันบ้าง อากาศเย็นสบายตลอดทาง เราพบสิ่งต่าง ๆที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ไว้มากมาย สิ่งที่เราชอบมากตรงนี้น่าจะเป็นวิถีของป่าซ่อมป่า ป่าเมฆที่มีลมพัดรุนแรงต้นไม้จะหักโค่น เปิดให้แสงแดดส่องลงพื้นเพิ่มความร้อนในดิน ต้นไม้ที่ทนร้อนไม่ได้ก็ตายลง พืชพันธ์ุที่ชอบแดดก็จะเติบโตขึ้นมาแทน และเมื่อดินมีความชื้นมากขึ้นไม้ยืนต้นก็จะโตเร็ว จึงเข้ามาซ่อมแซมเติบโตยึดพื้นที่กลับคืนเป็นวงจรฟื้นฟูและซ่อมแซมตนเองของป่าโดยแค่ว่าทุกอย่างมันต้องอาศัยเวลา

เมื่อเราเดินทะลุป่าทึบจะเจอกับทุ่มหญ้าสีทองอร่าม บริเวณนี้จะเป็นทุ่งหญ้ากึ่งอัลไพน์ ทุ่งหญ้าโล่งกว้างสัมผัสลมประทะหน้าเข้าอย่างจัง ๆ ลักษณะของพื้นที่เป็นที่โล่ง ดินค่อนข้างตื้น  และมีหินโผล่ มีหญ้าปกคลุมสลับกับไม้พุ่มและพืชล้มลุกที่พบในเขตอบอุ่น เป็นจุดที่สวยมากเลยค่ะ

เดินกันต่ออีกนิดก็มาถึงจุดชมวิว จะมีระเบียงไม้ยืนออกไปให้เราไปยืนรับลมกันเลย ขอบอกว่าตรงนี้ลมแรงมากกกกก เราจะเห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบ ซึ่งสามารถมองเห็น อำเภอแม่แจ่มที่ตั้งของนาขั้นบันไดอีกด้วย รับลมสูดอากาศกันให้พอใจไปเลย ฮีลปอดกันให้เต็มที่ แต่ไม่สามารถโต้ลมได้นานเพราะมันหนาวมากไม่ไหว ฮ่า ๆ

เดินทางต่อไปยังจุดต่อไป เราจะพบความสวยงามของธรรมชาติที่หลากหลายอย่าง
ผาแง่มน้อย และพืชพันธ์ุหายากอย่างต้นกุหลาบพันปี ดอกสีแดงสดที่จะออกดอกปีละ 1 ครั้ง ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผาแง่มน้อย
ต้นกุหลาบพันปี

จุดที่เรียกว่า “กิ่วแม่ปาน”
ทัศนียภาพแนวสันเขาที่มีความแตกต่างกันมาก ด้านในชุ่มชื้น ด้านนอกแดดร้อน เพราะมีเฉพาะไม้บุกเบิกขนาดเล็ก สาเหตุความเสียหายจากไฟป่าในอดีต หน้าดินถูกทำลายสภาพพื้นที่เป็นแนวหินผา ประกอบกับมีลมแรงจึงทำให้ไม้ใหญ่ไม่สามารถเติบโตอยู่ได้ ป่าสองมุมจึงเป็นภาพสะท้อนเรื่องราวในอดีต ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และช่วยกันปกป้องรักษาให้ธรรมชาติที่เป็นแหล่งพึ่งพิงของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดยังคงอยู่ต่อไป

กิ่ว หมายถึง ส่วนที่แคบที่สุดบนสันเขา
แม่ปาน หมายถึง ลำห้วยแม่ปาน ที่มีจุดกำเนิดของน้ำจากขุนแม่ปานค่อย ๆ ไหลรินรวมกันเป็นร่องน้ำ สู่น้ำตกแม่ปาน
กิ่วแม่ปาน จึงหมายถึง พื้นที่ส่วนที่แคบที่สุดบนสันเขาแม่ปาน

เดินต่อสักพักจะมีทางแยกให้เดินเข้าไปชมวิวมุมสูงของพระธาตุนภเมทนีดล และ พระธาตุนภพลภูมิสิริ ที่อีกฟากเป็นวิวภูเขาที่มีความสวยงาม

แสงแดดที่เริ่มสาดส่องในยามสายของวัน ทำให้อุณหภูมิอุ่นขึ้นเล็กน้อย ช่วยคลายความหนาวของสายลมที่พัดผ่านไปได้บ้าง เกือบ 10 โมงเช้า เราเดินกลับมาถึงจุด Start ทั้งเหนื่อย ทั้งหนาว แต่คุ้มค่ากับการมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต

สิ่งที่ได้จากกิ่วแม่ปาน นอกจากความสวยงามของธรรมชาติที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ให้เราได้ศึกษาแล้ว มันคือการเรียนรู้การใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกัน การอิงอาศัย การฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิม เพื่อการมีชีวิตรอด ซึ่งที่นี่นับเป็นธรรมชาติที่หลากหลาย ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
ท่องเที่ยวอย่างรู้คุณค่า ตระหนักถึงความสำคัญของป่าไม้ เพื่อให้แหล่งต้นน้ำได้ยังคงอยู่เพื่อหล่อเลี้ยงทุก ๆ ชีวิตต่อไปอย่างยั่งยืน

หลังจากออกจากกิ่วแม่ปาน คุณลุงพาไปแวะเที่ยวที่ต่าง ๆ บนดอยอินทนนท์ Landmark ที่ต้องห้ามพลาด

จุดสูงสุดแดนสยาม
พระธาตุนภเมทนีดล และ พระธาตุนภพลภูมิสิริ
น้ำตกวชิรธาร

ขากลับจากอินทนนท์เราให้คุณลุงพาเราไปส่งที่ในเมือง ซึ่งยังมีเวลากว่าจะเย็นคุณลุงเลยแนะนำให้ไปแวะเที่ยวกันก่อน เลยตกลงกันว่าจะไปที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ซึ่งคุณลุงก็ยังขับรถพาเที่ยวเหมือนเดิมค่ะ ค่าเข้าคนละ 100 บาท (ของคุณลุงไม่เสียนะคะ) ค่ารถยนต์ 50 บาท

ปลายทางของเราคืนนี้อยู่ที่ อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย
จองบ้านพักอุทยานฯ ไว้ในราคา 2500 บาท (พักได้ 8 คน) มีส่วนลด 750 บาท จองในเว็บ
อุทยานฯ นะคะ 6 คนตกคนละ 290 บาท มีเครื่องทำน้ำอุ่นและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทุกอย่างเลยค่ะ

หลังจากหาข้าวทานกันเรียบร้อยแล้วเราก็ขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพกันต่อ ตอนหัวค่ำบรรยากาศดีมาก ๆ เลยค่ะ แต่ไม่เดินขึ้นนะคะ ขาล้าไปหมดแล้ว ฮ่า ๆ ใช้บริการรถรางขึ้นไป คนละ 20 บาท (ไป – กลับ) แต่ขากลับเราเดินลงชมบรรยากาศแทนค่ะ

Note: ค่ารถ+ค่าไกด์ พาเที่ยวกิ่วแม่ปาน ดอยอินทนนท์ สวนสัตว์เชียงใหม่และมาส่งที่ดอยสุเทพ ราคา 2,700 บาท
ปล. ถ้าเที่ยวแค่กิ่วแม่ปาน ดอยอินทนท์ ราคาปกติ 1,700 บาท นะคะ

สำหรับค่ำคืนนี้นอนพักชิว ๆ กันให้เต็มที่เลยค่า พร้อมลุยกันต่อเพราะทริปอีกเยอะ!!

เช้าของวันที่ 3 เตรียมตัวไปดอยอ่างขางกัน!
เราออกมานั่งรถแดงเพื่อไปขนส่งช้างเผือกในราคาคนละ 80 บาท ปลายทางสำหรับวันนี้คือดอยอ่างขาง ดอยที่ตอนแรกอ่านรีวิวแล้ว เออ มันก็ดูไปยากอยู่นะสำหรับคนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ทำให้ทริปที่แล้วเราต้องตัดอ่างขางออกไปจากลิสต์เลย แต่ทริปนี้เราได้ไปแล้วนะ
นี่แหละเหตุผลที่ต้องพาเพื่อนมาเยอะ ๆ เหมารถไปกันเล้ยยยย

จากขนส่งช้างเผือกซื้อตั๋วรถบัสสีส้ม เชียงใหม่ – ท่าตอน ราคาคนละ 97 บาท บอกกระเป๋ารถเมล์ว่าลงที่วัดหาดสำราญเมื่อถึงพี่กระเป๋าเขาก็จะบอกเราค่ะ ไม่ต้องกลัวนั่งเลย

ในวัดจะมีคิวรถสองแถวสีขาวให้เหมาขึ้นดอยอ่างขาง ถ้ามาช่วงเทศกาลคนจะเยอะเราสามารถจอยกับกลุ่มอื่นได้ ถ้ามานอกเทศกาลอย่างเรา พาเพื่อนมาเยอะ ๆ นี่แหละค่ะเซฟมันนี่ได้เยอะเลย ไม่งั้นจะจุกได้

ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเราก็มาถึงดอยอ่างขางกันแล้ว เส้นทางมีความหวาดเสียวเล็กน้อย มีโค้งหักศอกให้ได้ลุ้นกันอยู่บ้าง แต่ก็หายห่วงเพราะความชำนาญของคุณลุงคนขับรถ เราชอบเส้นทางระหว่างขึ้นดอยอ่างขางมากเพราะมันโคตรสวย สภาพภูเขาสีเขียวที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์สร้างความชุ่มชื่นหัวใจให้เราได้เป็นอย่างดี เราเลือกมากางเต็นท์ที่ลานกางเต็นท์ดอยอ่างขาง ที่จุดชมวิวม่อนสน เป็นส่วนของอุทยานฯ ซึ่งบริเวณภายนอกจะมีเต็นท์ของชาวบ้านด้วยนะคะ ไปดูวิวแล้วเลือกเอาเลยว่ามุมไหนสวย สำหรับเราที่ลานกางเต็นท์ตรงนี้แหละสวยสุดแล้ว

อย่างที่บอกว่าไม่ใช่ช่วงเทศกาล ตรงนี้เป็นเพียงลานโล่ง ๆ มีเต็นท์ที่ถูกกางไว้รองรับนักท่องเที่ยวเพียง 5 หลังเท่านั้น และเต็นท์ที่นักท่องเที่ยวที่นำมากางเองเพียงแค่ 2 – 3 หลัง
เราเลือกจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดที่เปิดเต็นท์ออกมาก็เจอวิวเลยแบบนี้ ดีมากเว่อรรร์!

ค่าเช่าเต็นท์และเครื่องนอน
– ค่าเช่าเต็นท์คนละ 75
– หมอน 20
– แผ่นรองนอน 20
– ผ้าห่ม 80

มื้อเย็นเราสั่งหมูกระทะไว้ 2 ชุด + น้ำ และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ในราคา 960 บาท สั่งเอาไว้ก่อนให้เค้ามาส่งตามเวลาที่เรากลับมานะคะ และเราก็ไปเที่ยวกันต่อได้เลยยยย

อ้อ เกือบลืมเรื่องห้องน้ำ ถ่ายหนักถ่ายเบาหมดกังวลเลยค่ะ ห้องน้ำแยกชาย – หญิงมีหลายห้อง ส่วนห้องอาบน้ำมีห้องชาย – หญิง อย่างละ 1 ห้อง เปิด 6 โมงเย็น – 2 ทุ่ม เท่านั้น แต่ถ้าตอนเช้าอยากอาบน้ำ ที่ลานกางเต็นท์ของชาวบ้านข้าง ๆ ก็มีบริการนะคะเห็นว่ามีน้ำอุ่นด้วย (อันนี้ไม่ได้ลองไปใช้บริการ ฮ่า ๆ)

เอาล่ะจัดแจงเรื่องที่พักและอาหารเย็นกันเรียบร้อยแล้วก็ไปเที่ยวกันต่อเลยค่าาาา กับสองแถวคู่ใจคุณลุงพาไปไหนก็ไปหมดเลยยยย

จุด Check – Point ดอยอ่างขางที่ห้ามพลาด
สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อันนี้ดีมากกกกกก (ก. ไก่หลาย ๆ ตัวเลย)
Recommend ว่าต้องมา นั่งร้านกาแฟโครงการหลวง วิวโคตรดีคะแนนเต็มสิบไปเลย

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมให้กับชาวเขาแทนการปลูกฝิ่นและยังเป็นพื้นที่สำหรับวิจัยทดสอบพันธ์ุพืชเมืองหนาว มีจุดให้เข้าชมมากมายภายในสถานีไม่ว่าจะเป็นแปลงดอกไม้ โรงเรือนปลูกผัก สวนบอนไซ สวน๘๐ สวนบ๊วย และอื่น ๆ คือเพลินมาก ๆ บรรยากาศดีและวิวสวยมาก

ไร่ชา2000 แปลงชาในหุบเขาเล็ก ๆ กับแสงยามเย็นที่เต็มไปด้วยความสวยงาม
ไร่ชาขั้นบันไดที่ลดหลั่นกันไป แสงแดดพาดผ่านตกกระทบกับใบไม้สีเขียวกับบรรยากาศเงียบสงบ คุณลุงคนขับบอกว่าสามารถเดินลงไปได้อีกไกลมาก แต่เราเดินไปนิดเดียวพอเดี๋ยวจะเดินขึ้นไม่ไหวเอา ฮ่า ๆ

ไปจุดต่อไปกันดีกว่า
ไร่สตอเบอรี่บ้านนอแล เก็บสตอเบอรี่สด ๆ จากไร่ของชาวบ้าน จ่ายค่ากล่องละ 100 บาท จะเก็บใส่กล่องหรือจะเก็บใส่ท้อง ก็เอาให้เต็มที่เลยค่า คุ้มมากขอบอก

ก่อนกลับชาวบ้านนำสตอเบอรี่ที่เก็บใส่กล่องเรียบร้อยแล้ว ลูกแดง ๆ ฉ่ำ ๆ มาขายให้ 7 กล่อง 150 บาท ถูก! มาก! แม่!
แต่ซื้อไม่ได้เพราะกินไม่ทันแล้วจ้าแม่จ๋า ซื้อมาได้เน่าก่อนแน่ ๆ อยากได้ KERRY ส่งกลับมาที่กรุงเทพฯ เหลือเกิน ตั้งแต่มาเชียงใหม่กินสตอเบอรี่เยอะจนจะถ่ายเป็นสีแดงแล้ว! 555555
ยังคงเสียใจอยู่เพราะอยากซื้อมาก แต่พรุ่งนี้ต้องไปขึ้นดอยกันต่อเลยต้องตัดใจให้น้องยังอยู่ตรงนั้น

ก่อนที่ตะวันจะตกดินไปในวันนี้คุณลุงพามาแวะเดินเล่นในหมู่บ้าน ดูวิวที่ฐานปฏิบัติการบ้านนอแล และแวะซื้อหมูไปเผื่อย่างหมูกระทะกันในคืนนี้

กลับมาที่เต็นท์ของเรา ตั้งเตาเตรียมปิ้งหมูวววววกัน~
อ้อ กลับมาแล้วรีบไปอาบน้ำก่อนเลยนะ เดี๋ยวห้องอาบน้ำจะปิดตอน 2 ทุ่ม ไม่งั้นจะเน่ายาวไป

“ทำไมเราไม่ไปตั้งเตาตรงที่มันมีไฟวะ”

ตอนเลือกจุดก็เอาที่มันใกล้ ๆ เต็นท์เรานี่แหละ 5555 จริง ๆ เขามีตะเกียงให้เช่านะคะ แต่เราลืมบอกเขาเลยไม่ได้เตรียมมาให้ มีเพียงไฟฉายดวงเล็ก ๆ ในการส่องเตาของเรา และแสงไฟจากรอบข้างที่บางเบาเหลือเกิน อ่ะ ได้บรรยากาศไปอีกแบบ
ลาค่ำคืนนี้ไปด้วยวิวตรงนี้เลยแล้วกันค่ะ ราตรีสวัสสสสสสดิ์


สวัสดีตอนเช้ากับวิวหน้าเต็นท์ที่ฟินเฟ่อออร์!
เราใช้เวลาไปกับการนั่งดูวิวและรอให้พระอาทิตย์ขึ้น ปล่อยให้การดำเนินชีวิตผ่านไปอย่างช้า ๆ ผู้คนต่างเดินมาถ่ายรูปวิวและสายหมอกในยามเช้า เคล้าคลอด้วยเสียงเพลงที่เราเปิดจากในเต็นท์

เรานัดคุณลุงคนขับรถให้มารับตอน 10 โมงเช้า ระหว่างนี้ก็เก็บของและคืนเครื่องนอนให้เรียบร้อย ภายในจะมีร้านค้าสวัสดิการ ถ้าหิวหาของรองท้องก่อนได้เลย เปิดตั้งแต่ 7.00 – 17.00 น. บริเวณด้านนอกจะมีร้านข้าวและร้านขายของเราเดินไปสำรวจตอนเช้ายังไม่มีร้านเปิดนะคะ

ร้านค้าสวัสดิการ

ได้เวลาเดินทางกันต่อกับสองแถวคู่ใจมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก
เดินทางไปยังที่ทำการอุทยานฯ ซึ่งจะอยู่ที่เดียวกันกับบ่อน้ำพุร้อนฝาง เสียค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 50 บาท เหนือสิ่งอื่นใดคือการมาแช่น้ำพุร้อนและมาอาบน้ำกันที่นี่

ถึงแล้วน้ำพุร้อนฝาง ได้เวลาบอกลาคุณลุงขับสองแถวที่พาเราเที่ยวดอยอ่างขาง
Note: เหมาสองแถวจากวัดหาดสำราญขึ้นดอยอ่างขาง + พาเที่ยวดอยอ่างขาง และมาส่งที่น้ำพุร้อนฝาง ในราคา 2,500  บาท

ไปติดต่อรถรับ – ส่งของชาวบ้านที่จะขึ้นไปที่ลานกางเต็นท์กิ่วลมได้ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเลยค่ะ มีคนมาจอยกรุ๊ปกับเราอีก 3 คน โชคดีมากประหยัดเงินได้อีก รถจะมารับตอนบ่าย 2 โมง ระหว่างนั้นก็ไปทานข้าว เตรียมขนมกันให้พร้อม ด้านในจะมีร้านข้าว และขายของต่าง ๆ รวมถึงห้องน้ำให้บริการนะคะ

อิ่มแล้วก็ไปอาบน้ำ เอ้ย! ไปแช่น้ำพุร้อนกัน
ที่นี่จะมีห้องแช่ส่วนตัวสำหรับ 3 – 5 คน และลานกลางแจ้ง หรือถ้าอยากแค่แช่เท้าอย่างเดียวอันนี้จะไม่เสียเงินนะคะ เราเลือกเป็นแบบห้องแช่ส่วนตัวเหมาห้อง 3 คน
ค่าบริการห้องแช่น้ำแร่
– ค่าบริการท่านละ 50 บาท ใช้บริการ 2 ท่านขึ้นไปต่อห้อง
– ราคาเหมาห้อง ห้องละ 150 บาท ใช้บริการ 3 – 5 ท่าน
– ถ้าต้องการใช้บริการ 1 ห้อง ต่อ 1 คน คิดห้องละ 100 บาท
– ใช้บริการครั้งละ 30 นาที
บริการผ้าเช่า
– ผ้าถุงผืนละ 10 บาท
– กางเกงตัวละ 10 บาท
– ผ้าขนหนูผืนเล็ก 10 บาท
– ผ้าขนหนูผืนใหญ่ 15 บาท

คือจะบอกว่าร้อนม๊ากกกกกก ร้อนสุด ๆ ร้อนแบบแช่ไม่ได้เลยจ้าาา ค่อย ๆ จุ่มลงไปทีละนิด ทีละนิด 5555555 ถ้าอากาศหนาว ๆ กว่านี้ก็คงจะอุ่นดี

น้ำพุร้อนฝาง อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ที่นี่เปิดทุกวัน 7.30 – 19.00 น. เป็นบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ มีบ่อย่อย ๆ มากมาย และบ่อใหญ่ทำเลียนแบบน้ำพุร้อน Geyser ในธรรมชาติ ข้อมูลเพิ่มเติมน้ำพุร้อน 👉 Geyser
โดยเป็นการขุดเจาะและวางระบบท่อลงไปในชั้นหินร้อนที่มีการไหลของน้ำบาดาลเข้าไปสะสมในหลุมทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงจนเดิดจุดเดือดและมีแรงดันเอาไอร้อนพุ่งตามระบบท่อขึ้นมา น้ำในบ่อใหญ่นี้จะพุ่งทุก ๆ 30 นาที นาน 3 นาที

จะบอกว่าเดินสะดุดตรงบ่อเล็ก ๆ ตามทางเดินไปหนึ่งที ร้อนมากกกก!!! ขนาดใส่ผ้าใบหนา มากยังรู้สึกถึงความร้อนนี้ 55555

ได้เวลาออกเดินทางเพื่อไปสู่ยอดดอยผ้าห่มปกกันแล้ว ลุยยยยย

“เอาจริงดิพี่ ให้นั่งตรงนี้อ่ะ”
ไม้กระดานสองแผ่นพาดผ่านบนรถกระบะและถูกล็อกด้วยไม้ที่ตีประกบกันอย่างดี ขัดไว้ไม่ให้หลุดไหลออกด้านข้าง เป็นที่นั่งสำหรับนักผจญภัยที่ต้องการความท้าทาย พี่คนขับจัดแจงเรียกขึ้นนั่งด้านบน ไม้ที่นั่งเงาวับไม่ต้องกลัวเสี้ยนตำก้นกันเลย น่าจะเกิดจากการถูไถไปมานับครั้งไม่ถ้วน รถโค้งทีนึงแผ่นไม้ก็เลื่อนไปตามแรงโน้มถ่วงแต่หายห่วเพราะมันไม่หลุดออกด้านข้างแน่นอนแค่ไหล ๆ เล็กน้อย ไม่นานทุกคนก็ตกลงปลงใจเลือกที่จะลงมานั่งข้างล่างดีกว่า ดูจะปลอดภัยกว่าเยอะเลย

เส้นทางเริ่มเข้าสู่ภูเขาสูงชัน ถนนสายคอนกรีตที่เข้าโค้งทีก็หวาดเสียวที บางจุดยังคงเป็นถนนลูกรัง ซึ่งกำลังทำทางอยู่ เส้นทางโดยรวมไม่ได้ลำบากมาก มีความหวาดเสียวให้ตื่นเต้นสูบฉีดเลือดให้หัวใจอยู่บ้าง การขึ้นมาที่นี่ก็ติดต่อใช้บริการรถของชาวบ้านที่มีความชำนาญนะคะ

ระหว่างทางก่อนถึงลานกางเต็นท์เราเจอพี่ผู้ชายเสื้อเทากำลังวิ่งขึ้นเขาตามถนนมาเรื่อย ๆ ซึ่งก็ได้คุยกับเพื่อนว่าพี่เขาจะวิ่งไปไหนนะ หรือวิ่งขึ้นมาจากตีนดอยจะขึ้นดอยเลย 555555
เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง สำหรับการมาถึงลานกางเต็นท์กิ่วลม ลานกางเต็นท์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย สมชื่อกิ่วลมจริง ๆ เพราะมันลมแรงมากกกกก พัดมาทีหนาวสั่นกันไปตาม ๆ กัน เรายกให้ที่นี่เป็นจุดที่รู้สึกว่าหนาวที่สุดในทริปนี้เลย

ไปจัดแจงเรื่องเต็นท์แต่ไม่มีคนอยู่เลย เรานั่งรอสักพัก ก็มีพี่ผู้ชายเสื้อเทารีบเดินเข้ามา
ใช่ค่ะ พี่คนเดียวกันกับที่เจอเขาวิ่งอยู่นั่นแหละ พี่ทหารที่ประจำอยู่ที่นี่
“โห พี่วิ่งมาถึงเร็วมาก”
พี่เขาให้เลือกเอาเลยว่าจะนอนเต็นท์ไหน มุมไหนเพราะคนโล่งเหมือนเดิม น่าจะมีแค่ประมาณ 5 – 6 กลุ่ม ที่ขึ้นมา
ค่าเช่าเต็นท์และเครื่องนอน
– ค่าเช่าเต็นท์คนละ 75
– หมอน 20
– แผ่นรองนอน 20
– ถุงนอน 30

ด้วยความที่ข้างบนนี้แทบจะไม่มีอะไรเลย เราเลยมีคำถามมากมายที่จะถามเยอะมาก จนพี่เขาต้องบอกว่าพอก่อนนะขอพักก่อน 555555 สงสัยจะวิ่งมาจากตีนดอยจริง ๆ หยอก ๆ น้าาา ให้พี่เขาพักก๊อนนนน

จากการสอบถามการขึ้นยอดดอยในวันพรุ่งนี้ได้ความว่า ในช่วงเทศกาลปกติจะมีไกด์ชาวบ้านขึ้นมาคอยให้บริการแต่ช่วงนี้คงไม่มีเดี๋ยวพี่ทหารคนนี้แหละจะพาไปนะจ๊ะ

และมื้อเย็นของเราฝีมือทำกับข้าวสุดอร่อยของพี่ทหารอีกคนที่อยู่ร้านขายของ
“รอแปปนึงนะน้องพี่หุงข้าวก่อน”
และหลังจากนั้นพี่เขาก็ไปสับหมูต่อ กับข้าววันนี้มีข้าวไข่เจียวกับกะเพราหมูสับ
เลือกกันอยู่นานว่าจะเอาอะไรดี “งั้นเอากะเพราหมูสับโปะด้วยไข่เจียวแล้วกันค่ะ”

นี่แหละฝีมือพี่ทหารบนดอย อร่อยมากกก


ถ้าใครไม่อิ่มเนี่ยแต่ไม่อยากกินข้าวจัดหนักแล้วก็มี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โอวัลติน กาแฟ ขายด้วยนะ ซึ่งร้านจะปิดตอน 2 ทุ่ม

อากาศเย็น ๆ กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร้อน ๆ ช่างเข้ากันดีเหลือเกิน
นั่งกินข้าวพร้อมวิวพระอาทิตย์ตกนี่มันดี จริง ๆ

ความหนาวเริ่มปกคลุมมากขึ้นเรื่อย ๆ และการอาบน้ำก็ไม่ได้จำเป็นอะไรขนาดนั้น ไปค่ะล้างหน้าแปรงฟันก็พอแล้ว เข้านอนกันตั้งแต่ทุ่มครึ่งเลย เพราะอินเตอร์เน็ตก็เล่นไม่ได้นะคะสัญญาณพัดมาตามสายลมและพัดหายไปในทันที
ก่อนนอนพี่ทหารแจ้งว่าให้เก็บอาหารเข้าเต็นท์ให้เรียบร้อยนะเพราะมีน้องวัวของชาวบ้านหลุดออกมาระวังน้องจะขโมยกินหมด

ได้เวลาออกเดินทางไปสัมผัสลมหนาวให้ปากสั่นกันแล้ว เจอกันที่ยอดดอยผ้าห่มปกเลยจ้า
เตรียมน้ำดื่มขวดเล็กและลูกอมไปทานแก้เหนื่อยด้วยนะคะ

03.00 น. เช้ามืดในวันเสาร์ ที่มีเสียงวัวร้องอยู่หน้าเต็นท์เป็นเสียงปลุกแทนที่จะเป็นเสียงไก่ขัน ไม่นานเสียงนั้นก็หายไป เราพยายามขุดตัวเองออกจากถุงนอนมานั่งดูดาวบนท้องฟ้าคืนนี้ดาวสวยกว่าคืนไหน ๆ
เราพบกองอึของน้องวัว 2 กองที่หน้าเต็นท์ และพบว่าถุงเท้าของเพื่อนได้หายไป 2 คู่
“ก็พี่เขาบอกให้เก็บแค่อาหารอ่ะ” สงสัยกลิ่นของถุงเท้าจะยั่วยวลเกินไป 555555
04.00 น. เมื่อทุกคนพร้อม เราเริ่มเดินเท้าออกจากลานกางเต็นท์เพื่อมุ่งหน้าสู่ยอดดอยที่สูงเป็นอันดับสองของประเทศไทย ยอดดอยผ้าห่มปก
ที่ทุกคนต่างเดินทางมาเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงาม ทะเลหมอกสุดอลังการ ที่ใคร ๆ ต่างก็บอกว่าคุ้มค่ากับการเดินทางมาถึง
เส้นทางที่เรายังไม่รู้หรอกว่าจะเป็นยังไง มีเพียงแสงไฟดวงเล็ก ๆ ในการส่องนำทาง บางจุดนี่ถึงกับต้องคลานกันขึ้นไปเลย ขึ้นเขา ลงเขา เดินยากบ้าง ง่ายบ้างสลับกันไป ได้แต่คิดว่าผ่านกันมาได้ยังไง เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง กับระยะทาง 3.5 กิโลเมตร เราก็เดินทางมาถึงยอดดอยผ้าห่มปกที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,285 เมตร

พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้พระอาทิตย์จะขึ้นตอน 06.48 น. เมื่อฟ้าเริ่มสางเสียงพี่ทหารที่เป็นไกด์นำทางในทริปนี้บอกว่า “โชคร้ายนะวันนี้อากาศปิด”
เราไม่เห็นวิวอะไรเลย แม้กระทั่งดวงพระอาทิตย์ว่าขึ้นอยู่ตรงไหน ทั่วทั้งพื้นที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกขาว กับอากาศความหนาวที่ 6 องศา

เส้นทางที่ไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไร แต่มันเป็นเส้นทางที่ทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เราอยากเจอไม่ใช่แสงแรกของวันบนยอดดอย แต่มันคือ “เพื่อน” ที่มาด้วยกันในทุกเส้นทางต่างหาก

เสียใจมั้ยที่ไม่ได้เจอวิวที่อยากเจอ เรากลับมานั่งเขียนบทความนี้จนตกตะกอนทางความคิดได้หลายอย่างว่าจริง ๆ แล้ว เราไม่ได้คาดหวังว่าเราจะเจออะไร เราจึงตอบคำถามนี้ได้อย่างเต็มปากเลยว่า ไม่เลย เพราะสิ่งที่น่าเสียใจมากกว่าถ้าชวนเพื่อนไปเที่ยวแล้วเพื่อนไม่ไปด้วย 😁 สำหรับทริปนี้สนุกมากกกกก ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้าน้าาา

อยากพูดถึง ม่อนวัดใจ สักเล็กน้อย
ตอนเดินขึ้นเราจะเจอกับม่อนนี้แหละที่เป็นด่านที่หินที่สุดของการเดินทางมายอดดอยผ้าห่มปกแล้ว
ขาขึ้นเราไม่รู้หรอกว่ามันมีป้ายนี้ สิ่งที่จำได้คือต้องใช้มือในการคลานไต่ระดับขึ้นไป
จุดวัดใจที่ชันมากจริง ๆ ลำบากทั้งขาขึ้นและขาลง ที่เราจะมาเห็นเส้นทางก็ตอนขาลงนี่แหละ
ส่วนใครอยากรู้ว่ามันจะยากซักแค่ไหนเชียว ต้องลองมาสัมผัสเองนะคะ

Note: เราใช้เวลาเดินทางขึ้นไปใช้เวลาอยู่ข้างบนและเดินกลับลงมา ประมาณ 5 ชั่วโมง กลับมาทานข้าวจากพี่ทหารที่ทำกับข้าวคนเดิม และนัดพี่คนขับรถไว้ตอน 10 โมง ให้มารับไปส่งที่ บขส.ฝาง นั่งรถบัสสีส้มกลับมายังขนส่งช้างเผือก พักเที่ยวกันต่อในเมือง 1 คืนก่อนกลับนะคะ

ค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทาง 6 วัน 5 คืน ส่วนใหญ่เป็นราคาเหมา 6 คน
(ราคา ณ วันที่ 18 กพ. – 23 กพ. 63)
– ค่าตั๋วเครื่องบินไป – กลับ 2,337/คน
– ค่ากินรวม 6 วัน + ค่าขนมต่าง ๆ ประมาณ 1,200
– ค่ารถออกจากสนามบิน 20
– ค่ารถสองแถวไปจอมทอง 35
– ค่ารถสองแถวไปแม่แจ่ม(ลงอินทนนท์) 70
– ค่าที่พักคืนแรก Camp Inthanon SUPER VIP หลังละ 1,400 + เตียงเสริม 500 x 2 หลัง 3,800/6 = 634
– ค่าหมูกระทะดอยอินทนนท์ ชุดละ 500 x 200 = 1,000/6 = 167
– ค่ารถ + ไกด์ เที่ยวอินทนนท์ สวนสัตว์เชียงใหม่ ส่งดอยสุเทพ 2,700/6 = 450
– ค่าด่านอินทนนท์ 40
– ค่าเข้าสวนสัตว์ คนละ 100+ค่ารถยนต์เข้า 50 = 650/6 = 109
– รถรางขึ้นพระธาตุดอยสุเทพ 20
– ที่พักอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ – ปุย 2,500/หลัง ส่วนลด 750 = 1,750/6 = 290
– ค่ารถแดงดอยสุเทพ – ขนส่งช้างเผือก 80
– รถบัสสีส้มเชียงใหม่ – ท่าตอน 97
– ค่าเช่าเต๊นท์ + เครื่องนอนดอยอ่างขาง 195
– ค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 50 + ค่ารถเข้า 50 = 350/6 = 59
– ค่าหมูกระทะดอยอ่างขาง 2 ชุด 960/6 = 160
– ค่าแช่น้ำพุร้อน 360/6 = 60
– ค่ารถสองแถวขึ้นอ่างขาง + เที่ยวอ่างขาง + ส่งน้ำพุร้อนฝาง 2,500/6 = 417
– ค่าเช่าเต็นท์ + เครื่องนอน ลานกางเต็นท์กิ่วลมดอยผ้าห่มปก 145
– ค่าไกด์นำทางดอยผ้าห่มปก 300/9 = 34
– ค่ารถขึ้นลานกางเต็นท์กิ่วลม + ส่งที่ บขส.ฝาง 2,200/9 = 243
– ค่ารถบัสสีส้มกลับขนส่งช้างเผือก 97
– ค่ารถแดงไปนิมมานฯ 30
– ค่าที่พัก N Nimman ห้องละ 1,400 x 2 = 2,800/6 = 467
– ค่ารถแดงไปกาดหลวง 30
– ค่าของฝาก 200
– ค่ารถแดงไปสนามบิน 30
– ค่าอื่น ๆ 250
รวมค่าใช้จ่ายตลอดทริป 7,966 โดยประมาณ

ช่องทางการติดต่อ
Facebook Fanpage : ว่ า ง แ ล้ ว ไป ไ ห น .
👉Facebook : www.facebook.com/wanglaewpainai
👉Instagram : www.instagram.com/nootnate
👉Website :  www.wanglaewpainai.com
👉E-mail : wanglaewpainai@gmail.com
👉Tel : 094 039 0998

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.