🇸🇬 Singapore – เที่ยวง่าย ไปเอง เที่ยวเต็ม ๆ 5 วัน

“บางครั้งเราควรออกค้นหาในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไปถูกบ้าง ไปหลงบ้าง
ก็เป็นธรรมชาติของชีวิต สุดท้ายเราก็อาจจะค้นพบกับเส้นทางใหม่ ๆ และความรู้สึกใหม่ ๆ ก็ได้ “

ไปเที่ยวทั้งที ก็ไม่อยากไปแบบรีบ ๆ กลัวว่าจะเที่ยวได้ไม่ครบที่อยากไป
จองตั๋วไปโลดดดด สิงคโปร์ 6 วัน 5 คืน (รวมเสาร์ – อาทิตย์) ลางานกัน 4 วัน เท่านั้น
ตั๋วเครื่องบินพร้อม! แลกเงินพร้อม! Voucher สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ก็พร้อมแล้ว!
ไปลุยกันเล้ยยยย

ทริปนี้มากับ undefined เพราะคำนวณแล้วรวมค่าน้ำหนักกระเป๋าด้วยถูกกว่าเจ้าอื่น ๆ
จองใน undefined ได้ส่วนลดด้วย (มีราคาอยู่ในรายละเอียดด้านล่างนะคะ)
เลือก flight ค่อนข้างเช้าจะได้ไม่เสียเวลาเที่ยว เครื่องออก 07.40 น. ต้องไปถึงตีห้าครึ่ง เช้าไปไหมเทออออ 55555 ถึงดอนเมือง Check-in เรียบร้อยยังพอมีเวลาให้กินข้าวก่อนขึ้นเครื่อง ใช้เวลาเดินทางถึงสิงคโปร์ประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ที่นู่นเวลาจะเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง

DAY 1 Changi Airport
11.20 น. มาเหยียบแผ่นดินสิงคโปร์กันแล้ว ที่สนามบินที่ได้ขึ้นชื่อว่าดีที่สุดในโลก ใหญ่โตและสวยมาก ๆ เลยค่ะ Thai Lion Air ลงที่ Terminal 3 ผ่าน ตม. รับกระเป๋าเรียบร้อย คนยังไม่เยอะมาก

ลูกอมจาก ตม.

Check – Point แรกที่ถึงสนามบินแล้วต้องมา undefined Jewel Changi Airport ห้างใหม่ในสนามบินสิงคโปร์ จาก Terminal 3 เดินออกมา จะเจอป้าย Jewel เดินตามไปเรื่อย ๆ เลย ไปจุดไฮไลท์กันที่ลานน้ำตกกลางแจ้ง Rain Vortex น้ำตกในอาคารที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งน้ำที่ใช้เป็นน้ำฝนที่ถูกกักเก็บเอาไว้ เป็นระบบปั๊มน้ำจากถังเก็บน้ำใต้อาคาร สูบขึ้นไปปล่อยเป็นน้ำตก นอกจากจะสร้างความสวยงามแล้วยังกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวอีกด้วย นับเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์มากจริง ๆ สำหรับหรับใครที่มาถึงสนามบินนี้แล้วยังมีเวลาเหลือห้ามพลาดที่จะต้องมาเลยค่ะ

ออกจาก Jewel กลับมาที่ Terminal ตามป้าย Train to City เพื่อไปขึ้น MRT ซื้อตั๋ว EZ-Link ที่หน้าเค้าท์เตอร์ เป็นบัตรโดยสารเติมเงินใช้ได้กับรถไฟฟ้า รถเมล์ แท็กซี่ และซื้อของใน 7/11 สามารถเติมเงินได้ที่ตู้อัตโนมัติทุกสถานี ราคาบัตร $12 หักค่าบัตร $5 (ถ้าตอนกลับนำบัตรไปคืนก็จะได้ส่วนนี้คืนหรือใครอยากเก็บไว้เป็นที่ระลึกก็ได้ ส่วนบัตรจะมีอายุ 5 ปี) เราไปเติมเงินเพิ่มอีก $30 คำนวณการเดินทางดี ๆ เติมน้อยกว่านี้ก็ได้ค่ะ เพราะว่าเราเหลือกลับมา $11 เลย (ไม่ได้แพลนอะไรเลย เติมไปก่อน)

อย่าลืมหยิบแผนที่ MRT ที่เค้าท์เตอร์มาด้วย เอามาตัดให้เหลือเป็นใบเล็กก็พกสะดวกดีค่ะ ไม่ต้องเปิดในโทรศัพท์บ่อย ๆ ทุกสายเชื่อมต่อกันหมดเลยเป็นการเดินทางที่สะดวกมาก ๆ ปล. ค่าเดินทางรวมแล้วถูกกว่าบ้านเราด้วยนะ

พกแมพนี้ติดไว้เลย

ที่พักให้เช็คอินได้บ่ายสาม ถึงเวลาพอดีไปเก็บของกันก่อนเลย
ทริปนี้จองที่พักไว้ที่ Meriton Hotel ใกล้ MRT Jalan Besar อยู่ตรงข้าม MRT และป้ายรถเมล์ สะดวกมากส่วนเรื่องห้องพักไม่แนะนำ *ข้ามไป 5555 (ราคาอยู่ในรายละอียดด้านล่างค่ะ)

ได้เวลาสนุกกันแล้ววว เริ่มทริปอย่างเป็นทางการ ต้องบอกก่อนเลยว่าเป็นทริปที่ไม่ได้แพลนอะไรมาทั้งนั้นนอกจากการลิสต์สถานที่ ที่อยากไป จองตั๋วต่าง ๆ จากใน undefined จองในช่วงโปรโมชั่นได้ส่วนลดด้วย ถือว่าคุ้มมาก ๆ (ราคามีในรายละเอียดด้านล่างค่ะ) ส่วนการจะไปยังไง ไปกินอะไรนั้น Google อย่างเดียว แต่นับได้ว่าเป็นการเดินทางที่คล่องตัว ถึงแมพพาหลงบ้าง พาอ้อมบ้างซะส่วนใหญ่ เดินไม่ถูกทางบ้าง แต่เราก็ไปถึงจนได้และแน่นอนว่าเราจะแนะนำทางที่ดีที่สุดให้เอง เพราะเราหลงมาแล้ว! 5555

15.30 น. เก็บของเรียบร้อยก็ออกไปตะลุยย่านเด่นย่านดังของที่นี่กันก่อนเลย ก็คือย่าน Chinatown นั่นเอง
ไปหาข้าวกินกันที่ Hong Lim Market & Food Centre ก็เดินหลงอยู่กว่าจะหาเจอ จาก MRT Chinatown เดินไปอีกประมาณ 150 m ค่ะ

Hong Lim Market & Food Centre

*Note : ถ้ามาช้ากว่านี้ร้านต่าง ๆ เริ่มทยอยปิดกันแล้ว
มื้อแรกของที่นี่ฝากท้องที่ Ji Ji Noodle House

– Chicken Cutlet Noodle
– Ji Ji Signature Char Siew Wanton Noodle
ชามละ $4.50 เป็นบะหมี่ราดซอส ที่กินไปกินมาแล้วโรคไตจะถามหาเอา เอาเป็นว่าพอก่อนนะ 5555

กินอิ่มเรียบร้อยเปิดแมพต่อ ไปไหว้พระกันที่วัด Buddha Tooth Relic Temple หรือที่นักท่องเที่ยวมักรู้จักกันในชื่อ วัดพระเขี้ยวแก้ว เดินระยะทางประมาณ 600 m

เวลาเปิด 07.00 – 19.00 น.
ที่นี่เป็นวัดจีนในศาสนาพุทธ ตั้งอยู่ย่าน Chinatown เป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนาของประเทศสิงคโปร์ที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด ที่มาของชื่อวัดเนื่องจากชั้นบนสุดเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุพระเขี้ยวแก้ว (พระทันตธาตุหรือฟัน) ของพระพุทธเจ้าเอาไว้ จึงเป็นที่มาของชื่อวัด ที่นี่สามารถขึ้นลิฟท์ไปชมได้ทุกชั้นเลยค่ะ

แล้วก็มีชั้นดาดฟ้าที่ต้องเดินขึ้นบันไดไปอีกหนึ่งชั้น จะเป็นสวนกล้วยไม้เล็ก ๆ และมีศาลาตั้งอยู่ ภายในจะมีระฆังขนายักษ์ตั้งอยู่ให้ไปหมุนได้ซึ่งมีความเชื่อกันว่า ถ้าอธิษฐานแล้วเดินหมุนจนครบ 3 รอบ คำอธิษฐานจะเป็นจริง (หมุนครบ 1 รอบจะมีเสียงระฆังดังเตือน)

18.00 น. เดินทางไปที่ Merlion Park สวนสาธารณะขนาดเล็กริมอ่าวมาริน่าเบย์ แต่น่าเสียดายวันที่มาเจ้าสิงโตพ่นน้ำยังปิดปรับปรุงอยู่เลย (7 พค. 2562) ซึ่งตอนนี้เปิดพ่นน้ำสวยงามเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังมีเจ้าตัวน้อยที่อยู่ด้านหลังให้ถ่ายรูปได้ การเดินทาง จาก MRT Raffles Place เดินไปทางโรงแรม Fullerton เดินเล่นริมแม่น้ำไปเรื่อย ๆ เดินผิดทางก็ไปแวะถ่ายรูปกันก่อน ไม่ต้องไปตามแมพบ้างก็ได้ ถ้ายังหาไม่เจอก็เปิดแมพแล้วค่อยเดินต่อนะ 55555 มาครั้งแรกก็จะเดินแบบงง ๆ หน่อย

19.30 น. รอชมการแสดง Wonder Full-Light & Water Spectacular เป็นโชว์การแสดงแสง สี เสียง และน้ำพุประกอบดนตรี จัดแสดงที่บริเวณตึก Marina Bay Sands นับว่าเป็นการแสดงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน South East Asia ซึ่งการแสดงจะมีอยู่ 2 อย่าง ในเวลาเดียวกัน แต่จุดชมจะอยู่คนละที่
– การแสดงยิงน้ำพุ ภาพ ตัวอักษร ชมได้ที่ข้างร้าน Louis Vuitton ริมน้ำข้างตึก Marina Bay Sands
– การแสดงยิงเลเซอร์ที่ตึก Marina Bay Sands ชมได้ที่ริมน้ำข้าง ๆ Merlion ไปจนถึงทางเดินข้างโรงแรม Fullerton ซึ่งการแสดงทั้งสอนี้จะอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน
เวลาทำการแสดง
อาทิตย์-พฤหัสบดี : 20.00 , 21.30 น.
ศุกร์-เสาร์ : 20.00 , 21.30 , 23.00 น.
ระยะเวลาทำการแสดงรอบละ 15 นาที

เราเลือกมาตรงริมน้ำข้าง ๆ Merlion มานั่งจับจองที่ก่อนการแสดงจะเริ่มขึ้น นั่งชมวิวริมน้ำชิว ๆ ดูเรือที่แล่นผ่านไปมา เวลา 20.00 น. ได้เวลาการแสดงแล้วขนาดนั่งอยู่อีกฝั่งของการแสดงยิงน้ำพุยังได้ยิน Sound แบบอลังการสุด ๆ เลย นอกจากการยิงเลเซอร์ที่ตัวตึกเรือนี้แล้วโดมด้านล่างก็ยังมีการเล่นสีเปลี่ยนไปมาควบคู่กัน

การแสดงจบก็เดินเล่น ถ่ายรูปริมน้ำก่อนกลับที่พัก มื้อสุดท้ายของวันนี้เรากลับไปหาของกินกันแถว ๆ ที่พักค่ะ แล้วก็ค้นพบว่าแต่ละอย่างทานไม่ได้เลย 55555 จบที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปร้านสะดวกซื้อก็แล้วกันค่ะ
จบแล้ว DAY 1 พรุ่งนี้ไปตะลุย Universal Studios Singapore กันนน!!

DAY 2
09.45 น. MRT Harbourfront
เข้ามาใน VivoCity เป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสิงค์โปร์ รู้สึกได้ว่าเป็นห้างที่เดินยากมาก เดินแล้วหลง ดูป้าย ป้ายก็ชี้แบบงง ๆ เอ๊ะ! หรือเป็นเพราะว่าหลงเอง อันนี้ก็ไม่รู้สินะ 🤷‍♀️
อยู่ ๆ ฝนเจ้ากรรมก็ดันตกลงมาซะงั้น แถมยังตกหนักซะด้วย เอาล่ะสิ ซวยแล้วจะไปเล่นเครื่องเล่นกันได้มั้ยเนี่ย ไปแวะกินข้าวกันก่อนก็แล้วกัน ที่ Food Republic ศูนย์อาหารชั้น 3 อยู่ใกล้กับ Sentosa Express เลย มื้อนี้ฝากท้องที่ร้านอาหาร Japanese ที่มีคุณป้าคนไทยใจดีขายอาหารญี่ปุ่น ข้าวแกงกะหรี่ไก่ ได้เยอะมากกก แถมหมูย่างมาให้ด้วย กินกันให้อิ่มไปเลยจ้า

ข้างแกงกะหรี่ไก่ ที่คุณป้าแถมหมูย่างมาให้ด้วย ราคาประมาณ $10++

ไม่นานฝนก็เริ่มเบาลงแล้ว เตรียมตัวไปเกาะ Sentosa กันเล้ยยย
Sensota Express สามารถใช้บัตร EZ-Link จ่ายได้เลย ค่าโดยสาร $4 ราคารวมไป – กลับแล้ว นั่งไปลงที่สถานี Water Front ป้ายแรกที่มาถึงเลย

ลงมาแล้วก็เดินตามป้าย Universal ไปเลยจ้า

*Trip : ซื้อบัตรเข้าจากใน ได้ส่วนลดด้วย
แนะนำเลยว่าควรมาและควรเล่นทุกอัน สนุกมากกกก ซื้อบัตรมาแล้วเล่นกันให้คุ้มไปเล้ยยย

How to เล่นยังไงให้ครบ (เกือบทุกอัน)
– กินข้าวมาให้อิ่ม
– มาวันธรรมดา จะรอคิวไม่นาน ถ้ามาวันหยุดควรซื้อบัตร Express Pass มาด้วย ทางเดินเข้ารอคิวคดเคี้ยวมาก ถ้ามารอนาน ๆ ก็เบื่อกันเลยและจะเล่นไม่คุ้มเอา ส่วนเรามาแบบชิว ๆ รอไม่กี่คิวก็ได้เล่นแล้ว
เวลาทำการ อาทิตย์-พฤหัสบดี 10.00 – 19.00 น. / เทศกาล Universal After Hours วันศุกร์และเสาร์ 10.00 – 22.00 น.
– สนุกจนลืมหิว ไม่กินข้าวกันเลยจ้า เล่นเพลินมาก

เข้ามาถึงก็กางแผนที่ดูเลยว่าจะไปเล่นอันไหนก่อนดี ไม่ต้องมัวลังเลอะไรมาก รีบตรงไปที่ รถไฟเหาะ Battlestar Galactica : Human vs Cylon มาแล้วต้องห้ามพลาดที่สุดของเครื่องเล่นที่นี่ เลือกเล่นอันเสียว ๆ ก่อนเลย เดี๋ยวอันที่เหลือก็สบายแล้ว 5555 ถึงฝนจะยังคงตกอยู่แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรคนที่มาเล่นเครื่องเล่นได้เลย สู้มาก ไปลุยกันเลยกับรถไฟเหาะกลางสายฝน

“กลับไปวิ่งเล่นเหมือนตอนเป็นเด็ก
ให้หัวใจได้มีความสุขอีกครั้ง”
🧡

ขอเริ่มกันที่ โซน Sci-Fi City เป็นอันดับแรก

โซนสุดยอดเครื่องเล่นสุดไฮเทค ที่รวบรวมเครื่องเล่นสุดเสียวไว้ครบครัน ไปสนุกกันเลยค่าาา

Battlestar Galactica : Human vs Cylon
สุดยอดเครื่องเล่นของที่นี่ ที่มาแล้วต้องเล่นให้คุ้ม
*Note : มี Locker ให้ฝากของได้ฟรีก่อนไปเล่น ครั้งละ 45 นาที เล่นเสร็จแล้วสามารถลงมาเปลี่ยน locker มี Locker ของทั้ง Human และ Cylon ถ้าจะฝากนานก็นี้ก็จะเสียเงินค่ะ ใครมาวันหยุดคนเยอะ ๆ ก็ฝากแบบเสียเงินยาว ๆ ไปเลยค่ะ
F1 Human (Red Track) รางสีแดงนั่งแบบมนุษย์ปกติ จะบอกว่าก่อนขึ้นเล่นคือ ท้องใส้ปั่นป่วนขั้นสุด ข้าศึกอยู่หน้าป้อมแล้ว พร้อมออกสุด ๆ 5555 แต่จะถึงคิวแล้วต้องอดทน!! ตื่นเต้นหรอ ก็ไม่รู้สินะ เมื่อถึงคิวก็โชคดีที่ดีขึ้นนะ เป็นเพราะที่นั่งนั่งสบายหรือเปล่า 5555 แต่นั่งสบายจริง ๆ แหละ ตอนแรกคิดว่าจะไม่ค่อยเห็นวิวอะไรมาก แต่ความจริงคือเห็นวิวมุมสูงที่สวยมาก ก็มีความหวาดเสียวอยู่นะ หมุนและเหวี่ยงไปมาสนุกดี ใครว่าอันนี้เสียวแล้ว อันต่อไปเสียวกว่าอีกค่ะ! เล่นกลางฝนที่ตกปรอย ๆ อย่ากรี๊ดเยอะ! ฝนจะเข้าปากเอา
F2 Cylon (Grey Track) รางสีเทา เป็นรถไปเหาะแบบห้อยขาวิ่งด้วยความเร็วสูงมากกว่ารางสีแดง รู้สึกค่อนข้าวเสียวขา กลัวขาหาย 5555 มีจังหวะตีลังกาขาลอย หมุนเป็นเกลียว คือหมุนเยอะมากกว่ารางสีแดง และเห็นวิวสวยมากเช่นเดียวกัน ทั้งสองรางสนุกมาก แต่เสียดายที่จบเร็วไปหน่อย ใครที่ชื่นชอบความหวาดเสียวอยู่แล้วก้ไม่ได้น่ากลัวอะไรมากเลยค่ะ เล่นแบบชิว ๆ ปนเสียวนิด ๆ

F3 Accelerator เป็นถ้วยหมุน อันนี้ไม่ได้ลองเล่น แต่เป็นเครื่องเล่นที่เด็ก ๆ สามารถเล่นได้ ไม่รุนแรงมาก แต่น่าจะมึนหัวน่าดู อยู่ข้าง ๆ กับ Cylon เลยค่า

F4 Transformers The Ride : The Ultimate 3D Battle อันนี้สนุกมาก ประทับใจ เวลาค่อนข้างโอเคไม่จบเร็วและไม่นานจนเกินไป สนุกกับ 3D ให้เราเข้าไปอยู่ในฉาก Transformers จริง ๆ เลย ห้ามพลาดค่ะ

โซน Ancient Egypt

E1 Treasure Hunters ให้เด็ก ๆ มาขับรถจี๊ปชมเมืองอียิปต์ ถ้าเวลาเหลือก็มานั่งเล่นดูนะคะ ปล. ในบรรดาที่เล่นมาทั้งหมดคืออันนี้คนต่อคิวเยอะสุด รอนานสุดเลยนะ น่าจะเป็นเพราะเด็ก ๆ เยอะด้วยและเป็นเวลาเย็นแล้ว มาแย่งเด็กเล่นรึเปล่านะ 5555 แต่เวลาเหลือเลยมาลองนั่งดูเป็นอันสุดท้ายค่ะ

บรรยากาศนั่งรถจี๊ปชมเมือง
ซิ่งไปเลยจ้ะ เด็ก ๆ

E2 Revenge of the Mummy เป็นเครื่องเล่นที่ทางเดินเข้านานมากกกก กว่าจะถึง คืออันอื่นทางเดินก็วนนะแต่รู้สึกว่าอันนี้จะวนเก่งที่สุดเลย อีกเครื่องเล่นที่แนะนำว่ามาแล้วต้องเล่น เป็นผจญภัยแบบ 4D ในแดนอียิปต์ มืด ๆ มีมัมมี่โผล่ออกมา มีไฟลุกแบบร้อนจริง ๆ รถไฟมีเหวี่ยง หยุดชะงักอย่างรวดเร็วและมีเหวี่ยงลงเหว สำหรับใครที่ชอบความท้าทายก็สนุกดีค่ะ

โซน Far Far Away

C1 Enchanted Airway รถไฟเหาะหัวมังกร รางเล็ก ๆ วิ่งไม่เร็วมากและไม่สูง เด็กโตสามารถเล่นได้

C2 Shrek 4-D Adventure เข้าไปในปราสาท Shrek ฉายภาพยนต์ 4D Fiona & Shrek in a Fairy tale Adventure จะมีให้เข้าเป็นรอบ ๆ ทุกชั่วโมง เวลารอบละ 30 นาที 4D ทำออกมาได้ดีมากเลยค่ะ

C3 Magic Potion ชิงช้าสวรรค์สำหรับเด็ก
C4 Donkey LIVE เป็นโชว์ร้องเพลง จะมีเป็นรอบ ๆ

C5 Puss in Boots’ Giant Journey เป็นรถไฟเหาะที่เป็นรางหมุน ๆ ขึ้นลง และเหวี่ยงนิดหน่อยไม่น่ากลัวเท่าไหร่สามารถมองเห็นวิวโดยรอบและด้านล่างค่ะ

S4 The Dance for the Magic Beans โชว์แมวเต้น จะมีเป็นรอบ ๆ คนใส่ชุดมาสคอตแมวท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัดไปเลย

โซน Madagascar

B1 Madagascar : A Crate Adventure ล่องเรือไปตามแม่น้ำ เจอกับตัวการ์ตูนในเรื่อง Madagascar ขยับได้และมีเสียง เด็ก ๆ น่าจะชื่นชอบ


B2 King Julien’s Beach party-Go-Round ม้าหมุนสำหรับเด็กๆ ที่เป็นรูปของเหล่าสัตว์ต่าง ๆ ใน Madagascar

โซน The Lost World

โซนนี้จะเปิดช้ากว่าโซนอื่น ๆ คือจะเปิดตอน 11.00 น. ใครอินกันหนังเรื่อง Jurassic Park หรือ Jurassic World น่าจะชอบ รวมถึงเด็ก ๆ ด้วยค่ะ
D1 Water World โชว์ต่อสู้กลางน้ำ เป็นโชว์ใหญ่จุคนเยอะมาก มีการแสดงสองรอบ 13.30/16/45 น. เดิน ๆ ไปแบบ งง ๆ อาศัยเดินตามคนอื่น โชคดีที่ได้ทันดูพอดี เป็นการต่อสู้ที่มีเอฟเฟกต์ ระเบิด ปืน ยิงกันสนุกเลย ขี่เจ็ทสกีขึ้นมาจากน้ำ เครื่องบินพุ่งออกมา มีโซนเปียกด้วยนะคะ เลือกที่นั่งกันดี ๆ ล่ะ

D2 Canopy Flyer เป็นกระเช้าลอยฟ้าแบบนั่งห้อยขา นั่งคู่กันแต่ละคู่จะหันหลังชนกัน ใครได้นั่งหันหลังก็จะได้เล่นแบบถอยหลังไปเลยจ้า เป็นมุมที่มองเห็นด้านบนของ Jurassic Park มีเหวี่ยงให้เสียวนิดหน่อย แต่สั้นมากก แบบเห็นหน้าแต่ละคนที่เล่นเสร็จคือ ประมาณว่าจบแล้วหรอวะ 5555

มีคุณพ่อพาเด็กน้อยไปเล่นด้วย แต่พนักงานก็ยังให้เล่นได้ คุณพ่อจับน้องไว้ตลอดทาง หน้าน้องดูงง ๆ นิดหน่อย ไม่รู้ว่าเสียวหรืออะไร

D3 Dino-Soarin ให้เด็ก ๆ นั่งบนเทอราโนดอน จะมีปุ่มกดให้บินขึ้นลง เหมือนขี่หลังเจ้าไดโนเสาร์บินได้
D4 Amber Rock Climb กิจกรรมปีนผาจำลอง (อันนี้ต้องเสียเงินเพิ่มจ้า)

D5 Jurassic Park Rapids Adventure ล่องแก่งในแพ ตามน้ำไปเรื่อย ๆ ไปชมเหล่าไดโนเสาร์ใน Jurassic Park มีเปียกน้ำนิดหน่อยจังหวะแพลอยตัวขึ้นและลงกระทบน้ำ ล่องชมธรรมชาติไปเรื่อย ๆ มีเจ้าเหล่าไดโนเสาร์ออกมาทักทาย มีเข้าไปในถ้ำมืดให้เสียวอยู่บ้าง เพื่อเข้าไปเจอกับเจ้าไดโนเสาร์ที่ถูกผสมพันธ์ขึ้นมาใหม่ (ตามไปดูได้ในเรื่อง Jurassic Park และ Jurassic World จ้า สนุกมาก ใครที่ชอบน่าจะอินกับเหล่าไดโนเสาร์) แพถูยกสูงให้เข้าใกล้กับเจ้าไดโนเสาร์และปล่อยลงให้มีความเสียวเล่น ๆ จะบอกว่าเขาทำดีนะ คือเหมือนมีชีวิตจริง ๆ มีเนื้อหนังย้อย ๆ แบบไม่แข็งเป็นของปลอมเลย อันนี้อินในหนังใช่มั้ย 5555 ถ้าชอบลองมาเล่นนะคะ
*Note : ถ้าใครเปียกเยอะด้านหน้าก็จะมีตู้เป่าแห้งให้ แต่เสียเงินหยอดเหรียญนะ
**Note : Locker ฝากของเครื่องเล่นนี้เสียเงิน ไม่แน่ใจว่าท่าไหร่ จำไม่ได้ แต่เอากระเป๋าติดตัวไปได้ ต้องระวังว่าจะเปียกเอง แต่อย่างที่บอกว่าไม่ได้เปียกอะไรมากจ้า

โซน Hollywood และโซน New York

จะเป็นโซนแรก ๆ ที่เจอเมื่อเข้ามาที่นี่เลย ส่วนมากจะเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร เน้นมาถ่ายรูปพบปะกับตัวละครต่าง ๆ และโชว์ต่าง ๆ ภายในโซนค่ะ อันนี้เราไม่ได้อยู่นานเน้นไปเล่นเครื่องเล่นอย่างเดียวเลย ตอนกลับค่อยแวะออกมาดูของในร้านค้า

ในทุกโซน จะมีโชว์ต่าง ๆ เป็นรอบ ๆ และ Meet & Great กับเหล่าตัวละคร สะดวกรอบไหนหรืออยากดูโชว์ไหนก็ดูเวลาแล้วไปได้เลย ด้านหน้าจะทางเข้าจะมีใบรอบการแสดงต่าง ๆ แจก อย่าลืมรับมานะคะ รอบกำหนดการโชว์แล้วแต่กำหนดของในแต่ละวันค่ะ
จบแล้วภายใน 1 วัน ของสวนสนุกแห่งนี้ สนุกจนลืมหิวไปเลย ใครมาสิงคโปร์ ต้องห้ามพลาดที่จะมาเล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ รับรองว่าสนุกและประทับใจอย่างแน่นอน

จัดอันดับเครื่องเล่นที่ชอบ
– Battlestar ทั้งสองรางเลย ต้องเล่น!
– Transformers The Ride 3D
– Revenge of the Mummy
– Jurassic Park Rapids Adventure
– Shrek 4D Adventure
– Puss in Boot’s Giant Journey
– …
พอแล้วเนอะ 55555 อย่างที่บอกไปตอนต้นแหละสนุกหมดเลย ควรมาและควรเล่นทุกอัน แต่ถ้าเวลามีจำกัดแนะนำว่า 3 อันแรกควรเล่นค่ะ ที่เหลือก็แล้วแต่ความชอบเลย จะสนุกมากหรือสนุกน้อยก็ว่ากันไป เหมาะกับเด็ก ๆ เล่นได้ ผู้ใหญ่ก็ชอบ โดยรวมแล้วถือว่าโอเค มาเล่นให้คุ้มกับค่าเข้าและมาเก็บความประทับใจจากที่นี่นะคะ
*Trip : สำหรับการมาเที่ยวที่นี่นิดนึงเลย คือควรมาเป็นคู่ ไม่ควรมาเปป็นเลขคี่ ถ้าจะมาคี่ให้เล่นคนเดียวไปโลดดด

19.00 น. ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว ได้เวลาหิวข้าว 5555 หมดเวลาสนุกแล้วสิ ได้เวลาออกจาก Sentosa กันแล้ว แต่ก่อนกลับแวะมาถ่ายรูปกับเจ้า Merlion Artwork at Sentosa กันหน่อย น่ารักดีค่ะ

นั่ง Sentosa Express กลับไปยัง MRT Harbourfront แล้วไปกินข้าวแถว Chinatown
20.30 น. ไปกินข้าวที่ Maxwell Food Centre เปิดแมพแล้วตามไปเลย ระยะทางประมาณ 600 m เดินไปชิว ๆ อยู่ใกล้ ๆ กับวัดพระเขี้ยวแก้ว

ตั้งใจจะไปกินข้าวมันไก่ร้าน Tian Tian Hainanese Chicken Rice ข้าวมันไก่เจ้าดังที่นี่ แต่ร้านดันปิดซะแล้ว เลยกินที่ร้าน Ah Tai Hainanese Chicken Rice ที่อยู่ใกล้ ๆ กันแทน มาถึงสิงคโปร์ทั้งทีต้องห้ามพลาดการมาชิมข้าวมันไก่เลย ข้าวมันไก่ที่นี่จะชุ่ม ๆ หน่อย ไก่มาทั้งกระดูกเลยค่ะชิ้นโต ๆ ไม่ต้องหั่นแล้วเอาไปตีให้แบน ๆ เหมือนบ้านเรา สั่งแบบเป็นเซตมาจะมีผักต้มราดซอสเป็นเครื่องเคียง
1 Set $5 + Rice $1.50

กินข้าวเสร็จไปต่อของหวานกันที่ร้าน Mei Heong Yuan Dessert เดินไปที่ถนน Temple Street ระยะทางประมาณ 500 m เดินไปจนเกือบสุดถนนเลย ร้านจะอยู่ต้น ๆ ซอย Mei Heong Yuan Dessert ร้านขนมหวานชื่อดังในสิงคโปร์ที่ห้ามพลาดอีกเช่นกัน มีสาขามากมายทั่วสิงคโปร์เลย ส่วนสาขาแรกจะอยู่ที่ Chinatown ที่เรามาค่ะ

Chendol Ice

เมนูที่ต้องลอง Chendol Ice ขนมหวานรวมมิตรพร้อมลอดช่องสิงคโปร์ ซึ่งตัวน้ำแข็งใสนี้เป็นกะทิ หน้าตาอาจไม่ค่อยน่าฮัก แต่ถ้าได้ลองแล้วจะหลงรักแน่ ๆ อร่อยต้องลองค่ะ ราคา $6.50

เดินเล่น Chinatown Street ก่อนกลับที่พัก แถวนี้ครึกครื้นกันมาก ร้านอาหาร ร้านขายของเพียบ จัดว่าเป็นย่านฮิตของนักท่องเที่ยวเลยก็ว่าได้

DAY 3
คาเฟ่สุดฮิป อยากชิคต้องไป
10.00 น. ไปแหล่งรวมร้านคาเฟ่ย่าน Tiong Bahru แหล่งรวมร้านคาเฟ่ชิค ๆ ให้เลือกมานั่ง ตัดสินใจว่าจะไปร้าน Tiong Bahru Bakery เป็นร้านขายเบเกอรี่ฝรั่งเศส มีขนม มีชา กาแฟ หรือน้ำผลไม้ต่าง ๆ ให้เลือกหลากหลายเมนู

ออกมาจาก MRT Tiong Bahru ที่จริงแล้วจะเดินไปต่อก็ได้อีกกิโลกว่า ๆ แต่เปิดแผนที่ดูแล้วมีสายรถเมล์ผ่านจะได้เดินน้อยลง เลยตัดสินไปขึ้นไปเลยจ้า นั่งไปสักพักแมพเริ่มออกนอกเส้นทาง 55555 ปรากฏว่าขึ้นผิด รถเมล์ไปเข้าอู่ ไม่เป็นไรมานั่งต้นสายก็ได้ ถือว่าแวะมาเที่ยวก็แล้วกันเนอะ

ความดีงามของรถเมล์ที่นี่คือ เราไม่ต้องรู้สึกว่ารออย่างไร้ความหวัง ไม่ต้องรู้สึกว่า ให้ฉันรอแล้วได้อะไร ไม่ต้องรู้สึกเหมือนตอนสมัยเรียนที่ไปรอรถเมล์ ที่รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมาสักที รถเมล์ที่นี่มาตรงเวลาออกพอดีเป๊ะ ใครจะขึ้นสายไหนก็เขาไปรอในช่องนั้นได้เลย เราชอบความที่ในทุก ๆ ป้าย รถเมล์จะต่อคิวเข้าป้ายอย่างเป็นระเบียบ บนรถจะมีจอบอกด้วยว่าป้ายหน้าจะถึงไหน จะได้เตรียมตัวลงถูก แต่บางคันก็ไม่มีอาศัยดูจากสถานีก่อนหน้าเอา และดูจากในแมพว่าถึงป้ายหรือยัง คือค่อนข้างสะดวกมาก ๆ ประทับใจมากไม่เคยเจอรถเมล์ดี ๆ แบบนี้ 555555 โดยรวมสำหรับการนั่งรถเมล์ที่นี่ถือว่าค่อนข้างสะดวกเลยทีเดียว ติดตรงแค่เราต้องขึ้นฝั่งไหน แค่นั้นเอง

Tiong Bahru Bakery ร้านจะเปิดตั้งแต่ 08.00 – 20.00 น.

เมนูขนมแนะนำคือ Kouign Amann ราคา $4.50 รสชาติจะค่อนข้างหวาน มีความกรอบนอกและเหนียวนุ่มด้านใน กินกับชาก็โอเคอยู่ค่ะ นับว่าเป็นร้านยอดฮิตในย่านนี้จริง ๆ เพราะคนเต็มทุกโต๊ะเลยและยังมีคนแวะเวียนเข้ามาตลอด

11.00 น. เดินกลับออกมารอรถเมล์ทีป้ายเดิมเพราะเป็นถนน one way เปิดแมพเพื่อดูรถเมล์สายไหนไป Red Dot Design ได้บ้าง เพื่อไปแลกบัตรเข้าชมโดมเรือนกระจกที่ Gardens by the Bay ซื้อบัตรจากใน เช่นเคย (ราคาอยู่ในรายละเอียดด้านล่างจ้า ^^)

เลือกทางที่เดินน้อยที่สุดแล้วไปกันเลย Red Dot Design เราสามารถเข้าไปชมได้ฟรี ที่นี่จะจัดแสดงนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันและเทคโนโลยีต่าง ๆ และยังได้ Voucher $4 สำหรับซื้อของในพิพิธภัณฑ์และส่วนลด 10% สำหรับซื้ออาหารที่นี่อีกด้วย

12.45 น. ไป Gardens by the Bay กันต่อเลย จาก Red Dot Design ไปก็ไกลพอสมควร มี Route การนั่งรถให้เราเลือกหลายทาง แต่มันเดินไปได้ เราเลยเลือกเดินไป ให้เดินไปทางตึกเรือ Marina Bay Sands โดยเดินเลียบริมอ่าวมารินาไปแล้วเข้าไปเดินใน The Shoppes @ Marina Bay Sands (จะได้ไม่ร้อน) ระยะทางค่อนข้างไกลพอสมควร เดินข้ามไปที่ตัวโรงแรม Marina Bay Sands กดลิฟท์ขึ้นไปเดินออกเลี้ยวซ้ายเดินไปตามสะพาน Garden Bay Bridge เดินไปเรื่อย ๆ ข้ามแม่น้ำก็จะถึงตรงส่วนของ Supertree Grove ค่ะ

*Note : ถ้ามาถึงแล้วไม่ได้ขึ้นลิฟท์ เดินตามป้ายใน MRT Bayfront จะเดินไกลว่า เดินตามทางเชื่อมใต้ดินมาเรื่อย ๆ จะมาโผล่ที่ Bayfront Plaza จุดจอดรถ Shuttle Stop ใช่ค่ะ เรามาทางนี้ 5555 แต่สามารถเดินไปขึ้นสะพาน Dragonfly Bridge ที่เชื่อมมาจาก Garden Bay Bridge เพื่อไปตรง Supertree Grove ได้ และใช่ค่ะ เราไม่ไป แล้วทำไมไม่ไป!! ไม่รู้ จบนะ5555 ใช้เงินแก้ปัญหาจ้ะ นั่งรถไปเลย ซื้อตั๋วราคา $3 (จัดว่าแพงสุด ๆ ไปเล้ยยย) ซึ่งรถจะขับมาจอดตรง Flower Dome ให้ลง เป็น Route ที่ไม่ควรตามอย่างยิ่ง กลับไปตามที่ Route แรกนะคะ เราคัดสรรมาให้แล้วว่าดีที่สุด 5555

หรือถ้าไม่อยากเดินไกลจะนั่งรถเมล์จากตรง Red Dot Design มาลงตรง MRT Bayfront แล้วเดินมาขึ้นลิฟท์ที่ตึก Marina Bay Sands ก็สะดวกกว่าค่ะ

Gardens by the Bay สวนพฤกษศาสตร์ริมอ่าวมาริน่า ภายในแบ่งเป็นหลาย ๆ โซนสามารถเข้ามาเดินเล่น พักผ่อนได้ฟรี เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ ตีห้าถึงตีสองเลย เดินยังไง 1 วันก็เดินไม่ครบ เอาเป็นว่าเราเข้าไปชมในเรือนกระจกขนาดยักษ์ทั้งสองโดมกันเลยดีกว่า เปิดเวลาเปิดให้เข้าชมภายในเรือนกระจก 09.00 – 21.00 น.
14.00 น. มื้อกลางวันวันนี้ทานที่ McDonal’d ค่ะ อยู่บริเวณนั้นเลย
*ตอนแรกหาศูนย์อาหารไม่เจอ

อิ่มท้องกันเรียบร้อยแล้วก็ไปเริ่มกันที่โดมแรกกันเลย โดมดอกไม้ (Flower Dome) เป็นโดมดอกไม้หายากนานาพรรณ ใครที่ชอบดอกไม้ ลายดอกต่าง ๆ ควรมาเดินเพลินมาก ใช้เวลาไปประมาณ 2 ชั่วโมง ข้างในอุณหภูมิค่อนข้างเย็นเดินได้สบาย ๆ เลยค่า

โดมต่อมา โดมป่าเมฆ (Cloud Forest) โดมเรือนกระจกความสูงกว่า 60 m ภายในโดมนี้จะจัดแสดงพืชเมืองร้อน ถูกเนรมิตให้เป็นภูเขาน้ำตกขนาดสูง อุณหภูมิจะเย็นมากกว่าใน Flower Dome เป็นโดมที่รู้สึกว่าถ่ายรูปมุมไหนก็สวย เรือนกระจกสูงที่สามารถมองเห็นวิวด้านนอกได้อย่างสวยงาม วิธีการเดินภายในโดมนี้ให้กดลิฟท์ขึ้นไปชั้นบนสุด แล้วค่อยเดินชมไล่ไปที่ละชั้น มี Cloud Walk ให้เดินชมบริเวณโดยรอบที่สามารถมองเห็นวิวด้านนอกด้วย ภายในห้องสุดท้ายของโดมนี้จะจัดแสดงนิทรรศการเกียวกับโลกร้อนและมีวีดีทัศน์ให้เราได้ชม

สำหรับใครที่ชอบความเป็นธรรมชาติ ชอบดอกไม้ ที่นี่ก็เป็นอีก 1 ทางเลือกสำหรับการมาเที่ยวชมเลย ภายในวันเดียวกันถ้าเราออกจากโดมทั้งสองมาแล้วก็ยังสามารถกลับเข้าไปอีกได้ โดยต้องให้เจ้าหน้าที่ปั๊มตราปั๊มที่แขนค่ะ เมื่อทัวร์โดมต่าง ๆ จนพอใจแล้วก็ออกมาถ่ายรูป ด้านนอกกับบรรยากาศพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน

การแสดง Garden Rhapsody ที่ Supertree Grove ไฮไลท์ที่ต้องห้ามพลาดของการมาเที่ยวที่ Gardens by the Bay ต้นไม้จำลองโครงสร้างจากคอนกรีตและเหล็กถูกตกแต่งเป็นสวนต้นไม้ ด้านบนของ Supertree จะมีโซล่าเซลล์ติดอยู่เพื่อกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ นำมาเป็นพลังงานไฟฟ้าภายในสวนรวมไปถึงเป็นพลังงานในการเปิดไฟที่ Supertree Grove อีกด้วย ถือว่าเป็นการนำพลังงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

เราซื้อตั๋วทางเดิน OCBC Skyway ทางเดินลอยฟ้าที่เชื่อมต้นไม้ Supertree Grove ซื้อพร้อมแพ็คเกจเข้าโดมเรือนกระจก เป็นทางเดินลอยฟ้าที่มองเห็นจุดชมวิวของ Marina Bay และบริเวณโดยรอบได้อย่างสวยงาม

ถ่ายรูปแบบมีคนอื่นในความทรงจำและเป็นความทรงจำของคนอื่นด้วย ฮ่า ๆ

เวลาโชว์ไฟ 19.45, 20.45 น. ของทุกวัน แสดงรอบละ 15 นาที
เวลาเปิด OCBC Skyway 09.00 – 21.00 น. (อยู่ใด้จนถึงจบการแสดงไฟรอบสุดท้ายจบ) แต่รอบสุดท้ายที่เปิดให้ขึ้นด้านบนคือ 20.00 น. ถ้าอยากดูการแสดงไฟ Garden Rhapsody บน Skyway แนะนำว่าให้ขึ้นรอบ 19.00 น. ขึ้นไปถ่ายรูปกันก่อนกับวิวพระอาทิตย์ใกล้ตกไปจนถึงฟ้ามืด รอการแสดงในรอบ 19.45 น. และการแสดงจะจบตอน 20.00 น.

มุมบน Skyway

ลงมานั่งเล่นไวไฟฟรี *ลืมบอกว่าที่นี่มี Free WiFi ให้เล่นนะ เล่นได้ตั้งแต่เข้ามาในสวนเลย กดเชื่อมต่อไม่ต้องกรอกรหัสฟรีและแรงดีด้วย ไปกินข้าวกันต่อเลยที่ Supertree Food Hall จะอยู่ตรงข้าม Supertree Groove

ข้าวหน้าเป็ด ราคา $9.50

กินข้าวเสร็จได้เวลา 20.45 น. การแสดงไฟรอบต่อไปพอดี ออกมานอนดูในสนามหญ้าอีกรอบฟิน ๆ ไปจ้า เป็นการแสดงที่สวยงามมาก ถ้ามาแล้วต้องรอชมให้ได้นะคะ มุมนี้จากสนามหญ้าค่ะ มีพระจันทร์ยิ้มอยู่ข้าง ๆ ด้วย 🙂

ได้เวลาเดินทางกลับที่พักกันแล้ว เดินกลับตรงทางเดินที่เชื่อมตรง Supertree เลยค่ะ เดินตามสะพานไปเรื่อย ๆ จนถึงตึกเรือ ลงลิฟท์มาที่ชั้น 1 แล้วเดินไปที่ MRT Bayfront ได้เลยค่า

23.00 น. คืนนี้ยังไม่จบ ไปพบกันต่อค่าาา
ไป shopping กันที่ห้าง Mustafa Centre ขาช้อปต้องห้ามพลาดเลยเป็นห้างขายสินค้าที่ราคาค่อนข้างถูก มีขายทุกอย่าง แถมยังทำ Tax Refund ได้อีกด้วย เมื่อซื้อครบ $100 ความดีงามของที่นี่คือเปิดตลอด 24 ชม. กันไปเลย ช้อปกันให้ล้มละลาย ห้างนี้จะมีสองตึกใหญ่ตรงข้ามกันมีทางเดินเชื่อมระหว่างตึกให้เดินช้อปได้อย่างสะดวกสบาย ไปช้อปของฝาก ขนม นม เนย ละลานตามาก เครื่องสำอางก็มากมายมีของที่ฉลากไทยด้วยนะ บางอย่างก็ราคาถูกกว่าไทย บางอย่างซื้อสองชิ้นก็จะถูกลงอีก แต่ไม่ใช่ทุกอย่างเช็คราคากันดี ๆ จะได้ของถูกกลับมาแน่นอนค่าา ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรมาเลย ช้อปอย่างเดียว หยิบเพลินมาก เยอะจนไม่รู้จะซื้อไรเลย ถ้าซื้อเยอะไปก็ขนกลับไม่ได้กระเป๋าไม่พอ 5555 รวมกับเพื่อนแล้วล้มละลายไป $100 กว่า ๆ ได้ จริงก็ซื้อมาหลายอย่าง แต่ที่อยากแนะนำเลยในบรรดาขนมที่ซื้อมา
– Andes มีแบบมิ้นต์ด้านนอกสอดไส้ช็อกโกแลต / ช็อกโกแลตด้านนอกสอดไส้มิ้นต์
อร่อยทั้งสองแบบ อันนี้ชอบมากกกก ราคากล่องละ $3.65

– Ferero Rafello แบบเดียวกันกับ Ferero Rocher แต่เป็นมะพร้าว ข้างในเป็นอัลมอน อันนี้ก็อร่อย แต่ติดหวานนิด ๆ ไม่ควรกินเยอะ ราคากล่องละ $3.9 ซื้อมาหลายอย่างแต่ชอบสองอันนี้ที่สุด แนะนำจ้าา

01.30 น. คืนนี้ยังไม่จบไปกินโจ๊กกบหม้อดินชื่อดังย่าน Geylang อันนี้ขับรถไปกัน
ที่ร้าน Shi Sheng Claypot Frog เหมือนเป็นของขึ้นชื่ออีก 1 อย่างของที่นี่ สำหรับโจ๊กกบ มาแล้วต้องกินให้ได้เลย โจ๊กร้อน ๆ ที่เสริฟแยกกันคนละหม้อกับกบผัดซอสรสเด็ดในหม้อดิน มันหอมมากเลยเว้ยแกร ลบภาพกบตัวเป็น ๆ ที่เคยเห็นออกไปได้เลย อร่อยเหมือนกินเนื้อสัตว์ธรรมดา ๆ นี่แหละแกร มาแล้วต้องลอง!

ส่วนใครที่คิดถึงอาหารไทย แต่จะไปกิน Thai Food ตามร้านต่าง ๆ ก็จะแพง แนะนำที่นี่เลย Golden Mile Complex เป็นย่านไทยในสิงคโปร์ หรือ “Little Thailand” อยู่แถว ๆ MRT Nicoll Highway เดินต่ออีกประมาณ 700 m ก็ถึงแล้วค่ะ

แหล่งรวมร้านค้า สินค้า ของคนไทยโดยเฉพาะ บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ที่ไทยจริง ๆ ร้านต่าง ๆ ตกแต่งด้วยป้ายภาษาไทย อาหารไทยเหมือนบ้านเราทุกอย่างเลยค่ะ คิดถึงหมูกะทะ ส้มตำ ยำแซ่บ ๆ มาที่นี่ที่เดียวจบเลยค่ะ แต่ราคาก็ตามมาตรฐานบ้านเค้านะคะ
อิ่มท้องสำหรับนี้ ราตรีสวัสดิ์ค่ะทุกโคนนนนนน

DAY 4 กันเลยจ้ะ วันนี้จะไปลัดเลาะรอบสิงคโปร์กัน
11.00 น. สายแล้วเด้อออ ยิ่งอยู่หลายวันยิ่งตื่นสาย 5555 แต่พลังยังไม่หมดไปกันต่อเล้ยย
หาของกินรองท้องกันก่อนที่ 7/11 แถวที่พัก เดินเล่นไปเรื่อย ๆ ย่าน little India

เดินมาที่วัดแขก ศรีวีรมากาลีอัมมัน Sri Veerama Kaliamman Temple ห่างจาก MRT Little India 450 m เป็นวัดที่เก่าแก่อีกวัดหนึ่งของศาสนาฮินดู และยังเป็นวัดฮิตของนักท่องเที่ยวอีกด้วย

13.00 น. ไปอุโมงค์ต้นไม้ที่ Fort Canning Park

มาแล้วต้องถ่าย เดี๋ยวมาไม่ถึง

ลง MRT Dhoby Ghaut ออกที่ทางออก B ข้ามฝั่งแล้วเลี้ยวขวานะ ย้ำ* ว่าเลี้ยวขวา แล้วเดินตรงไปเลยจะเจอทางเดินลอดอุโมงค์ตรงเข้าไปเลย แล้วจะไปโผล่ใต้อุโมงค์นี้พอดี

*ข้อแนะนำ ลง MRT แล้วห้ามเปิดแมพ ย้ำอีกครั้ง* ห้ามเปิดแมพ ออกจาก MRT ข้ามฝั่งมาแล้วเลี้ยวขวาไปโลดดด เดินแปปเดียวถึง ถ้าออกจาก MRT แล้วยืนงงในดงอะไรไม่รู้เปิดแมพแล้วตามเรามา เราจะพาคุณไปอ้อมเอง 55555 เดินตามแมพมาเรื่อย ๆ เหนื่อยสุด ๆ จะมาโผล่ตรงป้ายและบันไดทางขึ้นนี้ (ไกลมากก กว่าจะถึง) ดีใจล่ะสิว่าถึงแล้ว เดินขึ้นไปเลย ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจนเหงื่อไหลเป็นสายแล้ว

เข้ามาเดินวนแล้ววนอีกก็ยังหาทางไปไม่เจอสักที แมพก็ไม่มีบอกว่าอยู่ตรงไหน จริง ๆ ไม่ใช่แค่เรานะหลายต่อหลายคนก็หลงมาทางนี้เช่นกัน ไม่ได้ทำการบ้านมาก็หลงแบบนี้แหละจ้ะ

เดินมาเรื่อย ๆ เจอคุณลุงท่าทางใจดี ถามเราว่าจะไปไหน ฮั่นแน่!! ลุงรู้ใช่ไหมว่าหลง จะบอกชื่อก็ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร เลยเอารูปให้ดู คุณลุงหัวเราะเล็กน้อยพร้อมชี้มือไปทางข้างล่างที่เรายืนอยู่ พร้อมบอกว่าลงบันไดไป ตรงนั้นแหละ เราต่างอุทานออกมาเสียงดังว่า เห้ยยย นั่นไง!! เออ เดินหาอยู่นาน บทจะเจอก็เจอง่าย ๆ แบบนี้ แต่ถ้าไม่เจอคุณลุงคงเดินผ่านแบบไม่สนใจ ขอบคุณคุณลุงและรีบวิ่งลงไปทันที คุณลุงยังคงมองตามราวกับว่ารอส่งเด็ก ๆ ให้ถึงฝั่งอุโมงค์ 5555 พูดถึงแล้วปวดเท้าเลยที่เดินไกลไปขนาดนั้น
จริง ๆ มันก็เป็นแค่ทางเดินลอดอุโมงค์ให้ไปเข้าสวนสาธารณะนั่นแหละ ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมาย แต่ด้วยความที่มองขึ้นไปจากอุโมงค์มันเป็นมุมมี่ค่อนข้างสวยเพราะได้เห็นวิวต้นไม้ด้านบน อีก 1 จุดเช็คอินยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะมาถ่ายรูป ถึงสักที แฮร่!!

Fort Canning Park หรือ สวนป้อมปราการแคนนิ่ง เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่บนเนินเขา ที่นี่เคยเป็นป้อมปราการและหอสั่งการในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เรียกว่า Battle Box ภายในมีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับสงครามให้ได้เข้าไปชมด้วย นอกจากนั้นยังมีจุดต่าง ๆ ที่น่าสนใจอีกมาก ถ้ามีเวลามาแวะมาเดินเที่ยวในสวนกันได้นะคะ
*คำแนะนำ สำหรับใครที่จะมาถ่ายรูปที่อุโมงค์ต้นไม้ เผื่อเวลามาสักหน่อย เพราะคนที่มารอถ่ายรูปค่อนข้างเยอะ นอกจากอุโมงค์ต้นไม้แล้วยังมีทางเดินด้านข้างให้ไปเดินเล่นและถ่ายรูปได้อีก

14.00 น. ไปเดินเล่นต่อกันที่ ย่าน Bugis
Haji Lane ถนนสาย Graffiti ภาพวาดบนกำแพงสีสันสดใส สำหรับถ่ายรูปกันชิคชิคเดินต่อมาจาก MRT Bugis ประมาณ 500 m

เป็นถนนช้อปปิ้งสายเล็ก ๆ แหล่งรวมสินค้าแฟชั่น ของวัยรุ่นชาวสิงคโปร์ ถ้าบ้านเราก็สยามสแควร์นั่นแหละ และยังมีร้านขายของ ผับ บาร์ และร้านอาหาร บริเวณนี้ยังเชื่อมกับถนนสายอื่น ๆ ที่เป็นตรอกให้ไปช้อปปิ้งเช่นเดียวกัน

*Trip : ถ้าจะมาถ่ายรูปคู่กับกำแพง Graffiti ควรมาก่อนที่ร้านต่าง ๆ จะเปิด ซึ่งร้านส่วนใหญ่จะเปิดประมาณ 12.00 – 20.00 น. คือมาถ่ายรูปกันก่อนเที่ยงนั่นเอง เพราะถ้าร้านเปิดแล้วเขาจะตั้งโต๊ะกันหน้าร้านจะไม่สะดวกในการถ่ายรูปค่ะ เราก็เก็บภาพมาได้นิดหน่อย แล้วก็เดินลัดเลาะถ่ายรูปแถว ๆ นี้ไปเรื่อย ๆ

Brown Sugar Pearl Fresh Milk $3.60

ชานมไข่มุก เติมพลังกันก่อนแล้วไปต่อกันที่ Suntec City ที่ตั้งของน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง ลงที่ MRT Promemade แล้วเดินต่ออีกประมาณ 150 m

Suntec เป็นกลุ่มอาคารที่ออกแบบตามหลักฮวงจุ้ยทุกประการ เป็นเหมือนศูนย์รวมของพลังด้านบวก ตั้งอยู่ล้อมรอบน้ำพุแห่งความมั่งคั่ง Fountain of Wealth เชื่อว่าการมาสัมผัสน้ำพุและขอพรที่นี่จะทำให้มีโชคลาภและเป็นสิริมงคล ซึ่งน้ำพุจะเปิดทุกวันตั้งแต่ 08.00 – 22.00 น. จะมีข่วงเวลาที่น้ำพุใหญ่จะปิดและสามารถลงไปสัมผัสและขอพรกับน้ำพุขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตรงกลางได้ ในช่วง 10.00 – 12.00 / 14.00-16.00 / 17.00-19.30 น.
และในตอนกลางคืนยังมีการแสดงเลเซอร์บริเวณน้ำพุด้วยในเวลา 20.00 / 20.30 / 21.30 น. ของทุกวัน

Fountain of Wealth

17.00 น. ไปนั่งรับลมชมวิวกันต่อที่ Marina Barrage อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่กั้นระหว่าง Marina Bay กับทะเล

การเดินทางจาก MRT Bayfront แมพบอกว่าให้เดินผ่าน Gardens by the Bay ออกมาอีกฝั่งแล้วไปที่ป้ายรถเมล์ ระยะทางประมาณ 600 m เดินหลงในสวนนิดหน่อย เหนื่อยใช้ได้เลย ออกมาเจอป้ายรถเมล์ คือจริง ๆ ถ้าจะเดินต่อไปอีกประมาณ 600 m ก็ถึง แต่ขึ้นรถเมล์ไปก็ได้จะได้เดินน้อยกว่า มีสายเดียวที่ผ่านคือ สาย 400 นั่งไปสองป้ายก็มาถึงแล้ว ลงที่ป้าย Marina Barrage เลย
*Note : ถ้าไม่อยากเดินไกลแล้วจะนั่งรถเมล์ก็ดูเส้นทางที่สาย 400 ผ่านมาจากที่อื่นได้นะคะ ไม่จำเป็นต้องมาที่ MRT Bayfront ค่ะ MRT นี้แค่อยู่ใกล้กับ Marina Barrage มากสุดเท่านั้นเอง

เดินเข้ามาจะเจอทางเดินที่ขึ้นไปด้านบนเป็นสวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ ควรมาเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกดินเล็กน้อย ขึ้นมานั่งเล่นถ่ายรูป พักผ่อนหย่อนใจกันให้เต็มที่ เป็นสถานที่ที่คนนิยมมาปิคนิคกัน สายถ่ายรูปก็นิยมมาเช่นกันเพราะเป็นจุดที่มองเห็น Landmark สำคัญได้โดยรอบ ไม่ว่าจะเป็น
– ตึกเรือ Marina Bay Sands
– Gardens by the Bay
– ชิงช้า Singapore Flyer
ซึ่งวิวอีกด้านก็จะเป็นทะเล

นั่งเล่นต่อจนมืด ใกล้การแสดงไฟจาก Supertree Groove แล้ว รอชมจากวิวไกล ๆ ได้เลย แต่ไม่ได้ยินเสียงเพลงนะ แค่มองเห็นไฟวิบวับเท่านั้น

การแสดงไฟ Garden Rhapsody จากวิว Marina Barrage

เป็นอีกหนึ่งบรรยากาศกับการนอนดูดาวดวงเล็ก ๆ บนฟ้ากว้าง ๆ ถึงแม้ว่าแสงไฟจากตึกต่าง ๆ จะสว่างมากแค่ไหน หมู่ดาวก็ยังคงเปล่งแสงให้เราเห็นอยู่เช่นเคย วิวกลางคืนบนนี้สวยเหมือนกันนะ ลองมานอนเล่นดู คนเริ่มกลับกันตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มตกแล้วเหลือแต่เรานี่แหละเดินเหงาเลยไปรอรถเมล์ กลับออกมารอรถเมล์ป้ายเดิมกับตอนแรกที่เรามา ถึงแม้จะไม่มีคนรอกับเราก็ตาม แต่รถเมล์ที่นี่ก็ไม่ปล่อยให้เรารอนาน กลับสาย 400 เหมือนเดิม นั่งมา 4 ป้าย ลงที่ Downtown Station แล้วต่อ MRT ไปกินข้าวกันที่ Chinatown

20.30 น. จาก MRT Chinatown เดินมาแค่นาทีเดียว ก็ถึงแล้วร้าน Song Fa Bak Kut Teh ที่ New Bridge Road ร้านบักกุตเต๋ ยอดนิยมอันดับ 1 ของที่นี่เลย แถมยังมีสาขาที่เปิดในไทยอีกด้วย

“Bak Kut Tah” หรือน้ำซุปกระดุกหมู ของที่นี่จะเป็นน้ำซุปสูตรพริกไทยดำเข้มข้นมาก ความพิเศษคือน้ำซุปเติมได้ไม่อั้น มาถึงนี่แล้วต้องลอง นับว่าเป็นร้านยอดนิยมจริง ๆ คือคนเยอะมาก เต็มทุกโต๊ะแต่ความโชคดีของเราคือมาถึงแล้วได้คิวพอดีไม่ต้องรอนาน เราสั่งเป็นบักกุตเต๋สูตรต้นตำหรับของทางร้านไป ซึ่งที่นี่ยังมีเมนูอีกมากมายให้เราเลือกสรร มื้อนี้ $24.13

อิ่มมากแต่ยังอยากกินของหวานต่อ ไปเดินย่อยกันก่อนก็แล้วกันที่ Chinatown Street
21.45 น. มาร้านขนมหวานร้านเดิม Mei Heong Yuan Dessert แนะนำว่าควรมาก่อนสามทุ่มนะร้านเค้าจะปิดแล้ว แต่โชคดีจังเขายังให้เราเข้าร้าน 5555 มัวแต่เดินย่อยเกือบไม่ได้กิน วันนี้สั่ง Mango Strawberry และพุดดิ้งนมสด

ไม่อร่อย อย่าสั่ง!! 55555 รู้สึกว่าจะหวานก็หวานไม่สุดแปลก ๆ แต่จริง ๆ ก็แล้วแต่คนชอบนะ ลองมาชิมกันดูอาจจะชอบก็ได้ ส่วนเราขอกลับไปสั่ง ตัว Chendol Ice น้ำแข็งไสลอดช่องกะทิดีกว่า เสียหายไป $10.50

DAY 5 นั่งกระเช้าชมวิว ชิว ๆ ไปเที่ยวกันที่เกาะเซ็นโตซ่า

Singapore Cable Car Sky Pass ซื้อตั๋วแบบ Sky Pass + มื้ออาหาร ซื้อบัตรจากใน อีกเช่นเคย
ชมวิวที่สวยงามแบบ 360 องศาบน Cable Car เส้นทางจะมี 2 สาย รวม 6 สถานี สามารถนั่งได้ทั้ง 2 สายที่ข้ามเกาะ และสายภายในเกาะเลย
– Mount Faber line (สายสีเขียว)
– Sentosa line (สายสีส้ม)
เวลาเปิดทำการของ Cable Car คือ 08.45 – 21.30 น.

การเดินทางไปขึ้น Cable Car เพื่อข้ามไปเซ็นโตซ่าสามารถไปแลกรับบัตรและขึ้นได้ที่สถานี Harbourfront หรือ Mount Faber ก็ได้ เรานั่ง MRT มาที่ Harbourfront เข้า VivoCity แล้วตามป้าย Cable Car ไปเรื่อย ๆ เดินข้ามไปตึก Harbourfront Tower 2 ยื่น Voucher แลกรับตั๋วที่เค้าท์เตอร์ด้านล่าง เสร็จแล้วกดลิฟท์ขึ้นมาจะเจอจุดขึ้นกระเช้าไปยื่นตั๋วได้เลย

มื้ออาหารที่รวมมาในแพ็คเกจมีแบบมื้อกลางวันที่ร้าน ARBORA และบุฟเฟต์มื้อค่ำที่ร้าน Good Old Day เราเลือกเป็นแบบมื้อกลางวันเพราะตอนกลางคืนมีภารกิจไปเที่ยวต่อ
ปล. อยากแนะนำให้เลือกเป็นมื้อกลางคืนน่าจะดีนะคะ นั่งกระเช้าเข้าไปตอนกลางวัน ร้านอาหารบุเฟต์จะอยู่ในเซ็นโตซ่าเลย พอทานเสร็จก็นั่งกระเช้าชมวิวกลางคืนในขากลับจะได้เห็นวิวทั้งสองแบบ ใครสนใจลองไป Route นี้ดูนะคะ

เรานั่งย้อนไปลงที่สถานี Mount Faber ก่อน เพื่อไปทานอาหารที่นั่น
ปล.ส่วนใครที่จะเลือกเป็นบุฟเฟต์มื้อค่ำ ก็นั่งมาชมวิวด้านบนเขา Mount Faber กันก่อนแต่ไม่ต้องลงก็ได้นั่งยาว ๆ เลย เจ้าหน้าที่จะขอบัตรจากเราเพื่อติ๊กว่าเรานั่งผ่านสถานีนี้ไปแล้ว

ร้าน ARBORA เป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่บนยอดเขา Faber Peak สามารถมองเห็นวิวของเกาะเซ็นโตซ่าและกระเช้าที่วิ่งผ่านไปมาได้อย่างสวยงาม นับเป็นอีก 1 จุดชมวิวที่สวยอีกที่

เมนูอาหารที่รวมอยู่ในแพ็คเกจก็จะเป็นเซตให้เราเลือก ทานอาหารเสร็จแล้วนั่งต่อไปลงที่ สถานี Sentosa กันเลยค่า ถ้าใครจะไปนั่งสายสีส้มต่อเลย ก็ลงแล้วเดินไปขึ้นที่สถานี Imbiah Lookout ส่วนเราขอไปนั่งรถชมหาดกันดีกว่า ขากลับค่อยนั่งกระเช้าชมวิวแบบยาว ๆ

เกาะเซ็นโตซ่า The State of Fun ดินแดนแห่งความสนุก เกาะขนาดเล็กทางตอนใต้ของสิงคโปร์ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงมากที่นักท่องเที่ยวต่างต้องเดินมามาที่นี่ แหล่งรวมกิจกรรมต่าง ๆ มากมายที่มาสามวันก็ยังเล่นไม่หมดแน่นอน ส่วนเราไปเล่นเครื่องเล่นที่ Universal มาแล้ว วันนี้ข้ามเกาะมาชมวิวแล้วไปเดินเล่นชิว ๆ ที่ชายหาดก็แล้วกัน

ใช้เวลาไม่นานก็มาถึงสถานี Sensota ออกจาก Cable Car แล้วเดินตามป้ายไปยังป้ายรถเมล์ นั่งรถบัสสาย A ไปลงที่ Beach Station

เมื่อถึง Beach Station ก็เดินไปขึ้นรถ Sentosa Beach Tram หรือรถรางชายหาด รถจะขับวนตามเส้นทางนี้เลย จอดให้เราลงได้ทุกป้าย
*Note : ภายในเกาะรถบริการฟรีนะจ้ะ ขึ้นไปโลดด

เส้นทางรถรางชายหาด

รถจะบริการตั้งแต่ 09.00 – 22.30 น. รถรอบสุดท้ายจาก Beach Station 22.00 น. รถออกทุก 5 – 10 นาที รอไม่นานเลย เลือกไปหาด Siloso กันก่อน ลงที่ป้าย Siloso Point เป็นป้ายสุดท้ายก่อนที่รถจะวนกลับ ไปเดินเล่นที่ Siloso Beach เป็นชายหาดเทียมขนาดเล็ก ๆ ที่สร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ เป็นศูนย์รวมของกิจกรรมบนชายหาดนานาชนิด เช่น บันจี้จัมส์ โหนสลิง เป็นต้น เดินเล่นสักพัก ข้ามสะพานไปเกาะน้อย ๆ เพื่อนั่งรับลมชมวิวทะเลที่มีเรือจอดอยู่เต็มไปหมด

เดินกลับออกมาขึ้นรถรางชายหาด ไปที่ Tanjong Beach และ Palawan Beach กันต่อ ให้นั่งรถเข้าไปลงที่ Tanjong Beach กันก่อน ค่อยนั่งออกมาที่ Palawan Beach นะคะ เพราะหาดตันจงจะอยู่ด้านในเป็นปลายเกาะเซ็นโตซ่า เป็นหาดที่เงียบสงบ เหมาะแก่การมานอนเล่นพักผ่อนค่ะ กลับออกมาที่หาดปาลาวันเป็นแหล่งรวมของร้านอาหารและบาร์ต่าง ๆ หาดนี้ถือเป็นจุดชมวิวที่สวยอีกแห่งหนึ่งในเกาะเซ็นโตซ่าเลย เพราะจุดนี้คือจุดที่อยู่ใต้สุดของแผ่นดินทวีปเอเชีย จะมีสะพานเชือกให้ข้ามไปเกาะน้อย ๆ อีกฝั่ง เพื่อขึ้นไปชมวิวบนหอคอยได้

นั่งรถฟรีทัวร์หาดเรียบร้อยแล้วก็ไปขึ้นกระเช้ากันต่อเลย ออกมารอรถรางชายหาดกลับไปลงที่ Beach Station แล้วต่อบัสสาย A เหมือนเดิมมาลงที่ป้ายเดิม เดินไปขึ้น Cable Car สายสีส้ม ที่สถานี Imbiah Lookout เพื่อชมวิวมุมสูงในเกาะกันเลยค่า

จากสถานี Imbiah Lookout ก็ไปสถานี Siloso Point จากที่บอกว่าสามารถนั่งกระเช้ามาลงที่หาดนี้ได้เลยค่ะ แต่เรานั่งยาว ๆ ไปเลย จะเห็นเป็นวิวทะเล และเกาะเล็ก ๆ จากมุมสูงค่ะ

กระเช้าจะวนกลับมาที่ Imbiah Lockout นั่งยาวไปที่สถานี Merlion เลยค่ะ สามารถลงมาชมเจ้าสิงโตทะเลตัวใหญ่แห่งเกาะนี้ได้เลยนะคะ

นั่งวนจนครบแล้วก็ได้เวลากลับ ออกจากสถานี Imbiah Lockout มาขึ้นสาย Mount Faber กลับไปที่ Harbourfront ชมวิวขากลับกันค่ะ

นับว่าเป็นอีก 1 กิจกรรมของการมาเที่ยวสิงคโปร์เลยที่ต้องห้ามพลาดสำหรับการขึ้นมาชมวิวมุมสูงแบบนี้ แต่เสียดายที่ไม่ได้มีเวลาในการมาเล่นกิจกรรมต่าง ๆ ที่นี่ ไว้คราวหน้าถ้ามาอีกไม่พลาดแน่นอนเพราะกิจกรรมที่นี่มีเยอะมากและน่าเล่นทั้งนั้นเลย สมแล้วที่ได้รับการยกให้เป็นเกาะแห่งความสนุก ใครจะมาทำกิจกรรมสนุก ๆ ทีนี่เตรียมตัวมาให้ดีนะคะรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

กลับมาที่ VivoCity หาของกินกันที่ศูนย์อาหาร Kopitiam กินรองท้องเบา ๆ เดี๋ยวไปกินข้าวเย็นที่อื่นกันต่อ เมนูที่จัดมาคือ Kaya Toast เป็นชุดอาหารเช้า แต่เอ๊ะ! นี่มากินตอนเย็นแต่ไม่เป็นไรหรอกเนอะ ตอนเช้าตื่นไม่ค่อยทันจะกินตอนไหนก็ได้แหละ ^^

ชุดอาหารเช้า (ขนมปังปิ้ง + ไข่ลวก 2 ฟอง + ชาหรือกาแฟ)

เป็นเมนูอาหารเช้ายอกนิยมของชาวสิงคโปร์มาถึงที่นี่แล้วต้องมาทานเลยค่ะ ร้านที่แนะนำก็คือ ยาคุน คายาโทสต์ (Ya kun Kaya Toast) เป็นร้านเก่าแก่ของสิงคโปร์ที่มีสาขาในไทยด้วย (แต่เราไม่ได้ไป แฮร่)

17.00 น. ได้เวลาไปต่อกันแล้ว ออกนอกเมืองไปกินของอร่อย ๆ กันบ้าง ลง MRT Yishun นั่งรถต่อไปที่ Chong Pang Market & Food Centre หรือจะเดินไปก็ได้ประมาณ 900 m ค่ะ

ที่นี่เป็นย่านท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยได้มานักเพราะค่อนข้างที่จะอยู่ไกล แต่ของที่ขายที่นี่น่าจะถูกว่าย่านอื่น ๆ ในเมืองเลย น้ำเปล่าขวดลิตรราคาไม่ถึง $1 เทียบกับในเมืองที่ขายกันขวดเล็กในราคา $1-$2 กันเลยทีเดียว ถ้าไม่ติดว่าพรุ่งนี้กลับแล้วจะซื้อตุนไว้เลย 5555

นอกจากปูผัดพริก หรือ Chilli Crab ที่ขึ้นชื่อของที่นี่แล้ว (อันนี้ไม่ได้ลองชิม 5555) ก็ยังมีอีก 1 เมนู ที่ต้องลอง นั่นก็คือ Salted Egg Crab ปูนึ่งซอสไข่เค็ม ที่อร่อยถูกปากไม่น้อย ปูนึ่งตัวโต ๆ กับซอสไข่เค็มแบบเข้มข้นช่างเข้ากันดี เมนูที่สั่งมามื้อนี้ก็ยังมี Sambal Kangkung หรือผัดผักบุ้ง ซึ่งเป็นผักบุ้งผัดกับกะปิ รสชาติแปลกดี อีกอย่างก็คือ หมูผัดซอสอะไรสักอย่างเห็นที่ป้ายจะเขียนว่าเป็นซอสแบบไทย เปรี้ยวนำและหวานตามรสชาติไม่ถึงกับของไทย แต่อันนี้ก็อร่อยดีค่ะ

มื้อใหญ่คืนนี้จักหนักกันเลย
Salted Egg Crab (ปูนึ่งซอสไข่เค็ม)

อีก 1 เมนู Local Food เลยที่มาแล้วต้องทาน ก็คือ Rojak (โรจัก) หน้าตาอาจไม่น่ารักแต่ลองชิมสักครั้งอาจจะติดใจ (รึเปล่าไม่รู้ ต้องมาลองค่ะ)

Rojak (โรจัก)

โรจักเป็นสลัดผลไม้ของชาวมาเลย์ ประกอบด้วย ปาท่องโก๋ แตงกวา มันแกว สับปะรด เต้าหู หรือบางร้านก็อาจจะใส่อย่างอื่นเพิ่มเติมไปอีกค่ะ ราดกับน้ำยำที่ผสมกะปิกับถั่วลิสง รสชาติเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ คล้าย ๆ มะม่วงน้ำปลาหวานบ้านเรานะคะ แต่อาจจะแปลกว่านิดนึง ดูไม่น่าเข้ากันแต่ก็สามารถทานได้อย่างเข้ากันดี

นมเย็นกุหลาบ

22.30 น. ขับรถต่อมาที่ Loyang Tua Pek Kong Temple ตั้งอยู่ที่ Loyang Way, Changi ถ้าจะนั่งรถสาธารณะมาก็อาจจะหลายต่อสักนิดนึงแค่ แต่การเดินทางที่นี่สะดวกอยู่แล้วค่ะ มาได้สบายมาก ๆ

ที่นี่จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มาเวลาไหนก็ได้ค่ะมาดึก ๆ ผู้คนก็ยังมากราบไหว้กันเต็มวัดอยู่เลย เป็นวัดที่สะท้อนความสามัคคีทางศาสนาได้เป็นอย่างดี เป็นศูนย์รวมของศาสนาต่าง ๆ ทั้งพุทธ ฮินดู เต๋า มุสลิม ตามประวัติเล่าว่า วัดแห่งนี้ถูกก่อตั้งเมื่อประมาณปี 1980 ชาวบ้านแถบนั้นได้พบพระพุทธรูปในลัทธิเต๋าและฮินดูวางอยู่เกลื่อนชายหาด แถวเขตอุตสาหกรรม Loyang เลยรวบรวมมาไว้แลดสร้างเป็นกระท่อมเล็ก ๆ ให้คนมากราบไหว้บูชา ส่วนมากจะเป็นคนที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมแถบนั้น มาขอพรในเรื่องของการเงินและหน้าที่การงาน ที่นี่เคยเกิดไฟไหม้ขึ้น แต่องค์ Tua Pek Kong เป็นองค์เดียวที่ไม่ถูกไฟใหม้ ชาวบ้านจึงระดมทุนสร้างวัดขึ้นใหม่และตั้งชื่อตามองค์เทพเจ้า Tua Pek Kong ต่อมาเมื่อที่ดินหมดสัญญาเช่า กรรมการวัดจึงหาที่ใหม่และได้มาสร้างวัดในตำแหน่งปัจจุบันซึ่งห่างจากที่ตั้งเดิมไม่ถึง 2 กิโลเมตร ซึ่งเงินที่ใช้สร้างวัดเป็นเงินจากจิตศรัทธาของชาวบ้านที่ร่วมกันสร้าง มูลค่ามากถึง 12 ล้านดอลล่าร์สิงคโปร์ วัดแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ปะกอบพิธีกรรมทางศาสนามากมายและผู้คนก็มากราบไหว้ขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย

เมื่อจุดธูปบูชาเทพเจ้าครบทุกจุดแล้ว ก็อย่าลืมจุดธูปที่ขดเป็นก้นหอยแล้วนำมาแขวนไว้บบริเวณลานหน้าวัด ซึ่งมีความเชื่อว่า ธูปจะอยู่ได้นานแล้วคำอธิษฐานของเราจะถูกส่งไปถึงเทพเจ้าบนสวรรค์

00.30 น. ปิดท้ายกันที่ร้าน Super CLUB 89.7 at Changi Village Road เป็นร้านอาหารฮาลาล เปิดทุกวันตลอด 24 ชั่วโมงเลย อีก 1 เมนูที่มาแล้วต้องกิน ก็คือ สะเต๊ะ Satay เป็นเมนูที่คล้ายกันกับหมูสะเต๊ะบ้านเรา แต่มีเนื้อหลากหลายประเภทให้เลือก ทั้งเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อแกะ มีรสชาติเครื่องเทศที่เข้มข้นมาก เสิร์ฟเคียงกับข้าวเปล่าที่เอาไปปั้นเป็นก้อน ๆ แตงกวาและหอมแดงแก้เลี่ยน มาคู่กับน้ำจิ้มซอสถั่วเหลือง คือเครื่องเทศมันเข้มมากจริง ๆ มาลองให้รู้ก็แล้วกันเนอะ

แต่ขอแนะนำอีก 1 อย่างที่อร่อยต้องกิน คือน้ำ Soursop หรือทุเรียนเทศ คือมันไม่ใช่ทุเรียนนะ เป็นพืชวงค์เดียวกันกับน้อยหน่า พึ่งจะเคยรู้จักก็ตอนนี้แหละรสชาติจะคล้าย ๆ กับกินน้ำฝรั่งสุกหรือน้อยหน่านี่แหละ แต่หวานอ่อน ๆ ไม่บาดคอ อร่อยดีเลยแหละ หาซื้อได้ตาม Supermarket ต่าง ๆ แต่ไปลองหาใน 7/11 ไม่มีแฮะ

หมดเวลาสนุกได้เวลากลับที่พัก จัดกระเป๋าเตรียมตัวกลับไทย มาไฝว้ กับ Thai Lion Air กันก่อน เพราะซื้อน้ำหนักกระเป๋าที่หน้าเว็บไม่ได้!! ความเครียดเริ่มปกคลุมใช้เบอร์ที่สิงคโปร์โทรเข้า Call Center Singapore ก็ไม่มีคนรับ ก็เลยตัดสินใจ ใช้เบอร์ไทยโทรกลับมาที่ Call Center Thailand เป็นเวลาตีสามแล้ว พนักงานก็รับสายอย่างรวดเร็ว แต่ขั้นตอนค่อนข้างเยอะและรอสายเป็นเวลานาน นานนนนมากกกก ไม่ใช่อะไรเป็นกังวลว่าค่าโทรจะหมดเอา แต่พนักงานบริการดีมากค่ะพยายามเร่งการทำรายการให้ สรุปเสียค่าโทรกลับไทยไป 150 บาทใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที สบายใจแล้วนอนได้ค่ะ

แถม DAY 6
09.00 น. Check – out ออกจากที่พัก เดินทางไปสนามบิน น้ำหนักกระเป๋าเกินจากที่ซื้อมาเกือบ 2 กิโลได้ค่ะ แต่พนักงานก็ใจดีกับเราเสมอ^^
มื้อสุดท้ายของการอยู่ที่นี่ ที่ Singapore Food Street ศูนย์อาหารในสนามบินที่ Terminal 3 ค่ะ
Fish Porridge ในราคา $7.50

สิงคโปร์ประเทศเล็ก ๆ แต่คุณภาพไม่เล็กเลย ตลอด 6 วันที่อยู่ที่นี่คือ คุณภาพชีวิตดีมาก เดินทางไปไหนมาไหนก็สะดวก (ไม่รวมที่เราหลงเองนะ 555) ขนส่งสารธาณะดีมาก คลอบคลุมทุกที่และให้ประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการอย่างแท้จริงอันนี้ประทับใจมาก บ้านเมืองที่สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย
ประเทศที่เป็นแหล่งรวมของหลากหลายเชื้อชาติ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว มีหลักความเชื่อที่อยู่คู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เมืองแห่งเทคโนโลยีที่พื้นที่สีเขียวไม่เคยหายไป จากการเห็นคุณค่าของธรรมชาติที่ต้องมาพร้อมกับการพัฒนา ที่สามารถทำให้ต้นไม้และเมืองอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน สมกับที่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในทุก ๆ ด้านจริง ๆ
เราอาจจะได้ยินคนที่เคยบอกว่า มาสิงคโปรครั้งเดียว ก็เที่ยวหมดแล้ว อันนี้ขอค้านหัวชนฝาเลย ขนาดมา 6 วัน กิจกรรมแน่นยังเที่ยวไม่พอ 555 ยังมีอีกหลายที่ที่อยากไป ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ อีกหลายอย่างที่อยากเล่น
เซ็นโตซ่า ไม่ได้มีแค่ Universal Studios Singapore แต่ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ อีกเพียบให้เรามาค้นหา ถ้าอยากมาสนุกกับกิจกรรมที่นี่ต้องมาอีก 3 วันเลย รอบเมืองสิงคโปร์ก็มีที่เที่ยวและของอร่อย ๆ อีกมากที่รอให้เราไปสัมผัส เอาเป็นว่าถ้ามีโอกาส จะกลับมาซ้ำแต่ไปเที่ยวไม่ซ้ำอีกแน่นอน เชื่อเถอะว่าประเทศนี้เขาไม่หยุดพัฒนาแค่นี้ กลับมาอีกก็มีแหล่งท่องเที่ยวน่าดึงดูดใจให้เราได้ตื่นเต้นอีกแน่นอน

ไว้เจอกันใหม่นะ 🙂

– ว่ า ง แ ล้ ว ไ ป ไ ห น . –

สรุป จุด Check-in สำหรับการเดินทาง 5 วัน ในสิงคโปร์ ของทริปนี้ ถ้ารวมวันเดินทางกลับ ก็ 6 วัน 5 คืน

DAY 1
– Jewel Changi Airport
– ย่าน Chinatown / Hong Lim Market & Food Centre
– วัดพระเขี้ยวแก้ว / Buddha Tooth Relic Temple
– Merlion Park

DAY 2
– VivoCity / Food Republic
– Universal Studios Singapore
– ย่าน Chinatown / Maxwell Food Centre / Mei Heong Yuan Dessert

DAY 3
– Tiong Bahru Bakery
– Red Dot Design
– Gardens by the Bay
– Mustafa Centre
– Shi Sheng Claypot Frog @ Geylang
– Golden Mile Complex

DAY 4
– วัดศรีวีรมากาลีอัมมัน (Sri Veeramakaliammam Temple)
– อุโมงค์ต้นไม้ @ Fort Canning Park
– SunTec City / น้ำพุแห่งความมั่งคั่ง Fountian of Wealth
– Marina Barrage
– ย่าน Chinatown / Hong Fa Bak Kut teh / Mei Heong Yuan Dessert

DAY 5
– Singapore Cable Car Sky Pass / Sentosa
– ร้านอาหาร ARBORA @ Mount Faber
– VivoCity / Koptiam Food Centre
– Chong Pang Market @ Yishun
– Loyang Tua Pek Kong Temple
– Super Club 89.7 @ Changi Village Roadค่าใช้จ่าย สำหรับ 6 วัน 5 คืน

*Note: ค่าใช้จ่ายในทริปนี้หลายๆ อย่างจะใช้วิธีหารกันกับเพื่อนอีก 1 คนค่ะ- ตั๋วเครื่องบินไป – กลับ สายการบิน Thai Lion Air จองใน Traveloka มีส่วนลด จ่ายคนละ 3,400 บาท
– ค่าโหลดกระเป๋า ขาไป 15 kg 625 บาท อันนี้หารกับเพื่อน คนละ 313 บาท
– ค่าที่พัก 5 คืน ที่ Meriton Hotel ติด MRT Jalan Besar จองใน Agoda มีส่วนลด จ่ายคนละ 2,762 บาท
– ซื้อประกันเดินทาง 200 บาท
– Sim2fly 299 บาท
– จองกิจกรรมต่างๆ จากใน KLOOK (สำหรับ 2 คน)
Universal Studios Singapore 3,492 บาท
Gardens by the Bay + OCBC Skyway 1,410 บาท
Singapore Cable Car Sky Pass + Meal 1,598 บาท
จองช่วงโปรโมชั่นมีโค้ดส่วนลด 650 บาท เหลือจ่ายคนละ 2,925 บาท
– ค่าบัตร EZ-Link $12 เติมเงินเพิ่ม $30 จ่ายไป $42 ราคา 987 บาท (เรท 23.5)
ปล. เหลือกลับมา $11 (หักค่าธรรมเนียมบัตรออก $5)
– ค่ากิน + Shopping + จิปาถะ ประมาณ $153 (ประมาณ 3,596 บาท)
– ค่าโหลดกระเป๋า ขากลับ 25 kg อันนี้หารกับเพื่อน คนละ 500 บาท
– ค่า Taxi จากดอนเมืองกลับบ้าน 490 บาท
รวมค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 15,372 บาท ++

ช่องทางการติดต่อ
Facebook Fanpage : ว่ า ง แ ล้ ว ไป ไ ห น .
👉Facebook : www.facebook.com/wanglaewpainai
👉Instagram : www.instagram.com/nootnate
👉Website :  www.wanglaewpainai.com
👉E-mail : wanglaewpainai@gmail.com
👉Tel : 094 039 0998

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.