เ ข า ช้ า ง เ ผื อ ก – ในสายหมอก อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

การเดินทางผ่านสายหมอก เพื่อพิชิตยอดเขาสูงกว่าหนึ่งพันสองร้อยเมตร
” เ ข า ช้ า ง เ ผื อ ก – อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ “
อย่างที่ใคร ๆ เขาว่ากัน ยากสุดของการมาเขาช้างเผือกก็คือการโทรจองให้ติด ถ้าติดก็อย่าให้เต็ม ถ้าจองได้แล้วที่เหลือก็ใจล้วน ๆ

ไม่รู้ว่าจะเรียกทริปนี้ว่าเป็นทริปที่โชคร้ายหรือโชคดี หรือจะร้ายในดีก็ได้มั้ง เอาล่ะเข้าเรื่องกันดีกว่า จุดเริ่มต้นจากการที่เพื่อนอยากไป แต่ไอเราไม่ได้มีประสบการณ์ในการเดินเขาเลยจะไหวมั้ยเนี่ย แต่ด้วยเป็นคนใจง่ายใครชวนไปไหนก็ไป เอาไงก็เอาวะ


ติดตามข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเตรียมตัวขึ้นเขากันได้ที่ Facebook ของอุทยานฯ เลยนะคะ
👉 อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

เตรียมแพลนไว้ว่าอยากขึ้นเขาวันไหน ในทริปของเราเลือกไว้คือวันที่ 30 ธันวาคม 2561 เป็นทริปสิ้นปีทีเดียวล่ะ มาลุ้นกันว่าจะมีที่นอนกันไหม ฮ่าๆ ต้องเล่าย้อนกลับไปก่อนเลยว่า เมื่อประมาณสองปีที่แล้วเรากับเพื่อนเคยมาเที่ยว บ้านอีต่อง อ.ปิล็อก กันครั้งนึงแล้ว แต่ตอนนั้นไม่ได้มีแพลนจองขึ้นเขาช้างเผือกนะ แต่เป็นทริปสิ้นปีเหมือนกัน ทริปเร่งด่วน ทริปคิดคืนเดียว ทริปยังไม่มีที่นอน ทริปทุกอย่างไปหาเอาข้างหน้า เพียงเพราะแค่มีเพื่อนอยากไปหา “เขา” แน่นอนว่าที่พักทุกที่เต็มหมดแล้ว แล้วคืนนี้เราจะนอนไหนวะ? และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นความสนุกของทริปนั้น

กลับมาทริปเขาช้างเผือกของเราดีกว่า
7 วันก่อนวันที่เราเลือกขึ้นเขากัน เช้าของวันนั้นเสียงข้อความไลน์เด้งรัวๆ พออ่านคร่าวๆ ได้ว่าโทรไม่ติดเลยสายไม่ว่าง ในขณะที่เพื่อนขมักเขม้นกันโทรจอง อินี่พึ่งตื่นจ้า ฮ่าๆ เพื่อนหายกันไปสักพัก ประมาณ 9 โมงกว่า ๆ มีเสียงไลน์เด้งมาว่า “โทรได้แล้ว” เพื่อนคนเดียวโทรไปประมาณ 140 กว่าสายได้ สายไหม้กันไปจ้า
เมื่อโทรติดแล้วเราต้องแจ้งชื่อ-นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชนของทุกคนทันทีนะคะ เราต้องเตรียมข้อมูลของเพื่อนไว้ให้พร้อมก่อนเลย จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะให้เราส่งเอกสารสำเนาบัตรประชาชนของทุกคนภายใน 1 วัน ทาง E-mail : thongphaphumoffice@gmail.com เอาล่ะจองเรียบร้อยแล้วสบายใจไปนอนต่อได้ เย่!

กาญจนบุรีไกลมากกกกกกก
เราต้องเดินทางไปอำเภอทองผาภูมิ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการขึ้นไปยังอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จนกว่าจะเดินทางไปถึงอำเภอทองผาภูมิใช้เวลาเป็นวัน ๆ เลย ทำให้เราไม่ทันรถสองแถวที่ขึ้นไปอุทยานฯ เราจึงจำเป็นต้องพักที่ตลาดทองผาภูมิ 1 คืน ก่อนเดินทางไปอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิในเช้าวันถัดไป (มีรีวิวไปเที่ยวบ้านอีต่องการเดินทางเหมือนกันเลย 👉 กางเต๊นท์นอนชิว ชมวิวกันที่บ้านอีต่อง เหมืองปิล็อก จ.กาญจนบุรี
เราได้ทำการจองที่พักล่วงหน้าไว้ที่ ทองผาภูมิเพลส
Facebook 👉 ทองผาภูมิเพลส
ตั้งอยู่ตรงตลาดทองผาภูมิ อยู่ทางด้านหลังของ 7-11 ซึ่งเป็นจุดที่เราจะมาขึ้นสองแถว
ไปอุทยานฯ ตอนโทรไปจองคือเหลือเพียง 1 ห้อง เท่านั้นเป็นห้อง Standard Family (สำหรับ 4 คน) แต่เรามี 5 คน เลยเสริมเตียงปิคนิกให้ ในราคา 1600 + เตียงเสริม
200 = 1800 บาท
คืนแรกมีที่นอนแล้วนะสบาย ๆ ส่วนคืนที่เหลือ ไปกางเต๊นท์กันเอาละกัน

เช้าวันแรกของการเดินทาง Day 1
ณ หมอชิต 2 ฝั่งวินรถตู้ ตรงไปที่อาคาร D กันเลย เพื่อมุ่งหน้าสู่ บสข. กาญฯ ค่ารถตู้คนละ 120 บาท ใช้เวลาไม่นานนัก เราก็เดินทางมาถึง บสข. กาญฯ กันเป็นที่เรียบร้อย
แนะนำให้หาข้าวกินและเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อย แถวนั้นมีร้านอาหารให้เลือกหลายร้าน

เดินทางต่อไปที่ตลาดทองผาภูมิ มีให้เลือกทั้งรถบัสประจำทางหวานเย็นคันสีแดง จอดรออยู่ตรงข้างห้องน้ำเลย เขียนว่าทองผาภูมิหรือไม่ก็สังขละบุรี และยังมีคิวรถตู้ที่อยู่อีกฟากถนนหนึ่ง ซึ่งคนคูลๆ อย่างเราน้านนน กระโดดขึ้นรถเมล์หวานเย็นไปเลยจ้าา ไม่ใช่อะไรคนรอคิวรถตู้เยอะม๊ากกก ไปรถเมล์กันก็ได้ ซึ่งจะใช้เวลา 4 – 5 ชั่วโมงกันเลยทีเดียวกว่าจะถึงตลาดทองผาภูมิ ในราคา ราคา 80 บาท หลับแล้วหลับอีกก็ยังไม่ถึงสักที นี่แหละที่บอกว่ากาญจนบุรีไกลมากกกกก

นั่งรถแดง ๆ ๆ
เกือบ ๆ เย็นแล้วเราก็มาถึงตลาดทองผาภูมิ ไปเช็คอินที่พักกันเล้ยย นั่งพักให้หายเหนื่อยแล้วออกไปกินข้าวกัน
บรรยากาศโดยรอบดีมาก อากาศเย็น ๆ สบาย ๆ

เตรียมตัวสำหรับเดินทางต่อ Day 2
ตรงจุดขึ้นรถสองแถวสีเหลืองเพื่อมุ่งหน้าไปยังอุทยานฯ ก็ไปทานข้าวเช้ากันก่อนมีร้านขายอาหารตามสั่งอยู่ตรงนั้น ดูคันที่ไปอุทยานฯ – บ้านอีต่องนะ จะมีเวลารถออกติดอยู่ที่ร้านข้าวเลย ราคาก็คนละ 70 บาท รถสองแถวจะไปจอดส่งที่หน้าอุทยานฯ สำหรับคนลงที่นี่ แล้วจึงขับไปต่อปลายทางที่หมู่บ้านอีต่อง

แต่พวกเราเลือกที่จะเหมารถขึ้นไปติดต่อได้ที่ร้านข้าวนั้นเลย คุณลุงจะถอดเอี๊ยมแล้วคว้ากุญแจขับไปให้เลย ในราคา 1500 บาท ที่เราเลือกเหมารถเพราะด้วยสัมภาระของเราเอง ต้องเตรียมน้ำไปหลายแพ็ค ของกิน และอีกอย่างอยากนั่งรถสบาย ๆ แล้วขึ้นไปถึงเร็ว ๆ ก็เลยเลือกวิธีนี้ในการเดินทางค่ะ

ทางอุทยานฯ จะให้เราลงทะเบียนขึ้นเขาช้างเผือก ตรงที่ทำการอุทยานฯ ตั้งแต่ตอนรุ่งเช้า จนถึงเวลาก่อนแปดโมง แล้วจึงเดินทางไปยังบ้านอีต่อง จุดสตาร์ทของการเดินเขาในครั้งนี้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องค้างที่อุทยานฯ ในคืนนั้น หน้าทางเข้าอุทยานฯ เราต้องเสียค่าเข้า
อุทยานฯ ค่าขึ้นเขาช้างเผือก ค่ากางเต๊นท์ที่อุทยานฯ เบ็ดเสร็จแล้วคนละ 100 บาท เราจะได้ตั๋วมาสองชุด สำหรับสองวัน ก็คือวันนี้ที่เข้าพักที่อุทยานฯ และสำหรับวันถัดไปในการไปขึ้นเขาช้างเผือก เก็บให้ดีอย่าให้หายนะคะ ตั๋วนี้เราสามารถนำไปเข้าน้ำตกจ๊อกกระดิ่นได้ด้วยโดยไม่ต้องซื้อตั๋วเข้าเพิ่มอีก
เข้ามาในอุทยานฯ แล้วก็ไปที่ทำการอุทยานเพื่อเช่าเต๊นท์ ผ้าห่ม ผ้าปูนอนให้เรียบร้อย แล้วก็ไปจับจองที่สำหรับกางเต๊นท์กันค่ะ เราขอให้คุณลุงที่เราเหมารถมาไปส่งเราที่บ้านอีต่อง เพราะเรายังมีเวลาไปเที่ยวและหาซื้อของที่จำเป็นเพิ่มเติม ส่วนตอนกลับน่ะหรอ เดี๋ยวค่อยคิดนะ ฮ่า ๆ เอาเป็นว่าเราจะทำรีวิวไปเที่ยวบ้านอีต่องแยกไว้นะว่าไปที่ไหนมาบ้าง รีวิวนี้ขอข้ามไปเขาช้างเผือกวันพรุ่งนี้เล้ยยย

ลานกางเต๊นท์คืนนี้ที่อุทยานฯ

เตรียมตัวพักผ่อนเก็บแรงสำหรับเดินทางในวันพรุ่งนี้ เมื่อช่วงบ่ายฝนตกหนักเลย เราก็ได้แต่ภาวนาขอให้หยุดสักที ไม่นานฝนก็หยุดลง แต่ช่วงหัวค่ำฝนก็ได้ตกลงมาอีกแต่รอบนี้เพียงแค่ตกปรอย ๆ เท่านั้น เราเข้านอนด้วยความหวังว่าคืนนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี แต่แล้วววว🎵
ฝันนั้นก็สลาย ไปในพริบตา เมื่อฝนนั้นเทลงมา 🎶 เทลงมาอย่างแรง คิดไปต่าง ๆ นานา ว่าทางเละบ้าง ฟ้าปิดหมอกบังบ้าง ถ้าพรุ่งนี้ขึ้นไม่ได้บ้าง จะทำยังไงกันดี แต่ก็ยังทำอะไรได้ต้องรอให้ถึงพรุ่งนี้ก่อนค่อยว่ากัน พลางแต่นึกถึงกลุ่มที่ขึ้นเขาวันนี้ ว่าจะเป็นยังไงกันบ้าง หลับตาลงท่ามกลางสายฝนที่ยังไม่หยุดตก
เราสะดุ้งตื่นมากลางดึก รู้สึกตัวอีกทีคือหลังเราเปียกแล้ว แกเต๊นท์เรารั่วเว้ยแก! ไม่รู้ว่ารั่วตรงไหนยังไง แต่ผ้าที่ปูนอนเปียกไปหมด เปียกจนซึมมาถึงหลัง ตื่นเพราะหลังเปียกนี่แหละ จะขยับไปทางไหนก็ไม่ได้ จะนอนต่อก็ไม่ได้แล้วเช่นกัน เลยตะโกนหาเพื่อนที่นอนเต๊นท์ข้าง ๆ ว่า “มึงงงง เต๊นท์กูน้ำท่วม!” เพื่อนเล่าให้ฟังว่า กูเรียกมึงแล้วว่าเต๊นท์เป็นยังไงบ้างเพราะของกูก็น้ำเข้าเหมือนกัน แต่มึงไม่ตื่น เลยคิดว่าไม่เป็นไร ฮ่าๆ สุดท้ายพวกเรา 5 คนก็ไปนอนอัดกันในเต๊นท์เดียว ซึ่งเต๊นท์นั้นเป็นเต๊นท์สำหรับ 3 คน ที่นอนกัน 3 คนก็เต็มพอดีแล้ว นี่ไปนอนอัดกัน 5 คน เอาสิขยับไปไหนไม่ได้เลย ได้แต่นอนนิ่ง ๆ แข็ง ๆ รอให้ถึงพรุ่งนี้เช้าเร็ว ๆ

เกือบๆ หกโมงเช้าแล้ว พวกเราลุกขึ้นแล้วพากันเดินไปที่ทำการอุทยานฯ ในขณะที่ยังมีฝนตกปรอย ๆ เจ้าหน้าที่เปิดให้ลงทะเบียนแล้ว ทำการกรอกเอกสาร จ่ายค่าเจ้าหน้าที่นำทาง อันนี้จำราคาไม่ได้และไม่แน่นอนค่ะ ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ขึ้นเขาวันนั้นด้วยจ่ายไปก่อนถ้าเกินเจ้าหน้าที่จะคืนให้วันกลับลงมา เมื่อเรียบร้อยแล้วเราก็กลับมา อาบน้ำ แปรงฟันให้เรียบร้อยแนะนำให้ทำธุระหนักให้เสร็จนะคะ ถ้าไปปวดกลางทาง หรือบนเขาจะลำบากเอา เก็บข้าวของ เก็บเต๊นท์ให้เรียบร้อยเตรียมขนไปขึ้นเขากันเล้ยยย เราต้องไปถึงบ้านอีต่องจุดนัดพบตามเวลาที่เจ้าหน้าที่นัด ถ้ากลุ่มไหนไปถึงก่อนก็สามารถขึ้นได้เลยไม่ต้องรอครบทั้งหมดของวันนี้และจะมีพี่ทหารประจำกลุ่มละ 1 นาย
เอาล่ะ!
เตรียมตัวเป็นสายย่อ สายโบกกันได้เลยนะคะ สำหรับคนไม่มีรถส่วนตัวมาเอง ทางอุทยานฯไม่ได้มีรถให้บริการนะคะ เดินออกมาดักรอรถที่กำลังจะขึ้นไปบ้านอีต่อง กระบะคันไหนมาลองโบกได้เลยค่ะ ไปบ้านอีต่องกันทุกคัน ยืนรอ นั่งรออยู่นานเหมือนกันกว่าจะได้รถ พี่ผู้ชายใจดีมากับครอบครัว เป็นคนกาญฯ แต่ไม่เคยมาเที่ยวบ้านบ้านอีต่อง ให้พวกเราติดรถขึ้นไปด้วย นั่งผ่านโค้งมานับร้อยก็มาถึงแล้ว รีบตรงไปศาลาจุดที่จ้างลูกหาบ ลูกหาบ 1 คน จะแบกน้ำหนัก 30 กิโลกรัม โดยค่าจ้างลูกหาบ 1 คน อยู่ที่ 1500 บาท เรา 5 คนจ้างลูกหาบทั้งหมด 2 คนค่ะ ของหนักมากก
สิ่งของที่เราเตรียมไปขึ้นเขา
น้ำแพ็คขวดใหญ่ 2 แพ็ค
น้ำแพ็คขวดเล็ก 1 แพ็ค
มาม่ารสหมูสับคนละ 1 ห่อ
ปลากระป๋อง
ถ้วย+จานกระดาษ
ขนมปัง+นมข้นหวาน และของกินอื่น ๆ ที่ติดตัวไป
แก๊สกระป๋อง
หม้อต้มน้ำ
ทิชชู่เปียก
กระดาษทิชชู่
ยาประจำตัว
ยานวด
– – – – – – – – – – – – – – –
อันนี้สำหรับพกไว้ระหว่างเดิน
ยาดม+พัด
หมวก
น้ำขวดเล็กคนละ 2 ขวด
และอื่น ๆ เท่าที่จำเป็นนะคะ ที่เหลือให้ลูกหาบไปเลยค่าาา

ข้าวเหนียวหมูปิ้งร้อน ๆ ไว้กินระหว่างเดินค่ะ หรือจะซื้อไว้กินตอนจุดพักก็ได้
พร้อมแล้วไปกันเล้ยยย
จุดสตาร์ทของเรา มาเช็คชื่อกับเจ้าหน้าที่กันก่อนค่า
พร้อมแล้วไปกันเลยค่ะ
เดินมาก็หลายกิโลอยู่ เอ้าพึ่งถึงจุดเริ่มต้น ฮ่า ๆ (ขาไปไม่ได้ถ่าย เป็นรูปขากลับแทนละกัน)
เห็นแต่หมอกขาวตลอดเส้นทาง

เส้นทางที่ทั้งสองข้างเต็มไปด้วยสายหมอก
จะเรียกทริปปนี้ว่าเป็นทริปที่โชคร้ายหรือโชคดีหรือจะร้ายในดีก็ได้มั้ง จากที่บอกว่าเมื่อคืนกลัวมากว่าเส้นทางจะเดินไม่ได้แต่พอถึงเวลาขึ้นเขาจริงทางไม่ได้เละเทะเลย แค่เป็นดินชื้น ๆ มีลื่นบ้างนิดหน่อย แต่มีเจ้าหมอกขาวนี่สิปกคลุมตลอดทั้งการเดินทางแทบมองไม่เห็นวิวอะไรเลย ภาวนาอย่างเดียวว่าขึ้นไปถึงแล้วขอให้ฟ้าเปิด แต่ที่บอกว่ามีความโชคดีอยู่นั้น คืออากาศที่ไม่ร้อนเลยเย็นสบายตลอดทาง ลบทุกรีวิวความร้อนที่เคยอ่านเจอมาทิ้งไปได้ สัมผัสสายหมอกตลอดทาง ทำให้ร่างกายไม่ต้องสูญเสียน้ำเยอะแต่อย่างที่บอกว่าแลกมากับวิวข้างทางที่มองไม่ค่อยเห็น ส่วนในเรื่องของเส้นทางเดินน่าจะส่วนหนึ่งมาจากอากาศที่ไม่ร้อนด้วยมั้งเลยรู้สึกว่าเดินง่าย ขึ้นเขา ลงเขา ง่ายบ้างชันบ้างสลับกันไป แต่ช่วงชึ้นก็เล่นเอาหอบหายใจแรงอยู่เหมือนกัน ทำให้นึกถึงพี่ ๆ ลูกหาบตลอดเลย ว่าสุดยอดจริง ๆ แบกของหนักว่า 30 กิโลกรัม เดินกันได้อย่างสบาย ๆ แถมยังเดินเร็วกว่าเราที่เดินตัวปลิวด้วยนะ ตลอดเส้นทางจะมีจุดแวะพัก ซึ่งมีการตั้งชื่อเป็นชื่อเขาต่างๆ ส้าน, คะเนียง, หุบกะเหรี่ยง, หุบชะนี, เขาชะมด, ดงไผ่, เขาช้างน้อย, เขาลูกช้าง เขาลูกสุดท้ายที่ข้างหน้าจะถึงลานกางเตํนท์แล้ว

ยังไม่ครึ่งทางเลย
มุมที่อยากถามว่า ‘เมื่อไหร่จะถึงวะ’
ใกล้ถึงแล้ว
ส้วมหลุมและเพื่อนของเรา

มาถึงลานกางเต๊นท์แล้วประมาณบ่าย ๆ ได้ ใครจ้างลูกหาบมาก็หายห่วงได้เลย เขามาจับจองกางเต๊นท์ให้เราเรียบร้อย เรามาถึงก็นอนพักได้เลย ระหว่างทางถ้าใครยังไม่ทานข้าวเที่ยงก็จัดกันให้เต็มที่ ก่อนเดินทางไปยอดเขาต่อ เวลาบ่ายแก่ ๆ เจ้าหน้าที่จะเรียกให้เตรียมตัว เพื่อไปพิชิตยอดเขาช้างเผือก ส่วนใครที่จะไม่ไปยอดเขาก็ได้นะคะ นอนพักกันอยู่ที่ลานกางเต๊นท์เลย

ขอนอนพักแปปนะเพื่อน ๆ
ทางก่อนขึ้นไปยอดเขา จุดกางเต๊นท์สุดท้ายของพี่ ๆ ทหาร

ได้เวลาไป “สันคมมีดแล้ว”
หลังจากนั่งพัก นอนพักกันจนหายเหนื่อยแล้วก็ได้เวลาไปปีนป่าย ขึ้นเขาลงเขา ไต่เชือกกันต่อ เพื่อผ่านสันคมมีดไปยังยอดเขาช้างเผือก กับการเดินขึ้นเขาลงเขาในระยะทางเกือบ ๆ 2 กิโลเมตร

สันคมมีด

จุดวัดใจ “สันคมมีด” อ่านรีวิวมาเหมือนเดิมว่าเป็นจุดอันตรายและหวาดเสียวที่สุด เป็นเพียงก้อนหินแคบ ไต่เชือกขึ้นไปได้ที่ละคนเท่านั้น เออ มันอันตรายจริง ๆ แหละแกมันไม่มีอะไรเซฟเราเลยถ้าเราหลุดลงไปอ่ะ คงกลิ้ง ๆ ๆ ๆ ไปอยู่ตรงไหนไม่รู้ ต้องใช้ความระมัดระวังสูงภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตรงนั้น และปฎิบัติตามเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดกันด้วยนะคะ แต่ดูพวกพี่เขาสิ ยืนกันชิลเชียวล่ะ ฮ่า ๆ สันคมมีดสำหรับเราไม่ได้น่าหวาดเสียวสักเท่าไหร่หรือเป็นเพราะว่าชอบวิวและที่สูงมั้งก็ไม่รู้ ฮ่า ๆ แต่เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ได้มาสัมผัสสักครั้งกับวิวที่สวยงามและยากลำบากตรงนี้
ถามพี่ลูกหาบว่าเคยมีคนตกลงไปไหม?
– เขาบอกว่ามี
แล้วเป็นอะไรมากไหม?
– เขาก็บอกว่าหัวแตก แค่นั้น

ผ่านจุดสันคมมีดก็เดิน ขึ้นเขาลงเขากันไปอีกหลายลูก ตลอดเส้นทางการเดินก็ยังถูกปกคลุมด้วยหมอก หันกลับไปมองทางที่เดินมาสวยมากจริง ๆ ถึงแม้จะมีหมอกบังอยู่บ้างก็ตาม แล้วบอกกับตัวเองว่าจะได้มีแรงเดินต่อ

ยอดเขาช้างเผือก สูง ๆ นั่นไง ไกล ๆ ตรงนั้นแหละ
เขาลูกก่อนสุดท้ายที่ต้องขึ้นและลง
และขึ้นไปตรงนี้อีก

กว่าจะถึงยอดเขาช้างเผือก มองเห็นเขาลูกสุดท้ายตรงหน้าที่ต้องขึ้นไป ยืนให้หายเหนื่อยสักพัก และบอกว่า ‘ขึ้นไปตรงนั้นก็ถึงแล้ว’

Check Point กันหน่อย
มาถึงแล้วน้า
เขาลูกข้างหลัง ที่พี่ทหารบอกว่าคือเขาช้างไพร

ยอดเขาช้างเผือก กับความสูงกว่าหนึงพันสองร้อยเมตร เหนือระดับน้ำทะเล ระยะเวลาเดินเท้าจากบ้านอีต่อง 8 กิโลเมตร ลานโล่งกว้างมองเห็นทิวเขารายล้อม ถัดจากเขาช้างเผือก พี่ทหารบอกว่าข้างหน้านั่นเขาช้างไพร วิวตรงหน้าที่เห็นมีหมอกหนา ๆ เป็นเส้นแบ่งทิวเขาเอาไว ทำให้มองเห็นวิวของฝั่งหนึ่งได้ชัดเจน ส่วนอีกฟากฝั่ง ช่วงหมอกจาง ๆ ลมแรงหน่อยที่จะพัดสายหมอกนี้ก็จะทำให้มองเห็นวิวของฝั่งนี้ ไกลลิบ ๆ ก็จะพอมองเห็นทะเลของฝั่งพม่าด้วย มีเวลาให้กดชัตเตอร์กันจนพอใจ และสูดอากาศดี ๆ นั่งพักให้ลมกระทบหน้า ก่อนที่ตะวันจะตกดินไป ก็ถึงเวลาอำลายอดเขาแห่งนี้และเดินทางกลับสู่ลานกางเต๊นท์

เดินกลับตรงที่เดินผ่านมา
หนึ่งในพี่ลูกหาบ มุมมันได้เลยค่า

ระหว่างทางกลับไปยังลานกางเต๊นท์ เริ่มไม่เห็นหมอกแล้ว เรียกได้ว่าหมอกวันนี้ปกคลุมตลอดวันเลย แต่อากาศเริ่มเย็นมากขึ้น ลมแรงขึ้น ใกล้เวลาที่พระอาทิตย์จะตกดินแล้ว

มื้อเย็นของเรา

ค่ำแล้วอากาศเริ่มเย็นลง ลูกหาบก็จะมีก่อกองไฟไว้ สามารถต้มน้ำ ต้มบะหมี่ หุงหาอาหารที่เตรียมมาได้เลย หรือใครจะเตรียมแก๊สพกพามาเองก็สะดวกดี มาม่าร้อน ๆ กับอากาศเย็น ๆ ช่างเข้ากันดี ดึกแล้วได้เวลานอนหลับ เก็บแรงไว้เดินทางลงเขาวันพรุ่งนี้กันด้วยนะ บ๊ายบาย
ข้อควรระวัง ไม่ควรทานมากเกินความจำเป็น เดี๋ยวจะปวดหนักเอาและจะลำบาก จนต้องใช้ส้วมหลุม

แสงแรกบนเขาช้างเผือก
ยามเช้ากับทะเลหมอกจาง ๆ

เช้า ๆ อากาศดี ๆ ลุกมาเดินเล่น ซะที่ไหนล่ะ! ปวดฉี่แบบต้องมาใช้บริการส้วมหลุมกันเลยทีเดียวล่ะ โชคดีที่ฟ้ายังไม่สว่าง และไม่มีคน ด้อม ๆ มอง ๆ อยู่นาน เอาวะ! เข้าก็เข้า พกทิชชู่เปียกกันไปด้วยล่ะ สิ่งที่อัดอั้นมาก็ถูกปลดปล่อยไป สบายตัวล่ะ โชคดีที่ไม่ได้ปวดหนักแต่อย่างใด

พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ดวงดาวต่าง ๆ เริ่มลาหายไปจากท้องฟ้า เหมือนบอกว่าได้เวลาที่เราต้องไปจากเขานี้แล้วนะ

เมื่อล้างหน้าแปรงฟัน เรียบร้อยแล้ว ก็รองท้องกันด้วยขนมปังกับนมข้น เมื่อเราพร้อมแล้วลูกหาบก็จะช่วยเราเก็บเต๊นท์ และขนของเราที่ให้ลูกหาบแบกใส่กระสอบของเขา และเดินนำไปก่อนเราอีกเช่นเคย

เดินทางกลับทางเดิมที่เรามา
แก๊งพี่ ๆ ผู้ร่วมเดินทาง
มองกลับไปเห็นลานกางเต๊นท์ ที่เป็นหลุม ๆ อยู่ตรงนั้น
กลับแล้วน้า

เขาช้างเผือก ในสายหมอก อีกหนึ่งประสบการณ์การเดินเขา ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงคืนเดียว ขึ้นมาถึงแล้วก็ไม่ได้มีอะไรทำนอกจากขึ้นมาดูเฉยๆ มาเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติ แต่สำหรับการได้ออกเดินทาง ได้ออกไปสัมผัส ได้ออกไปเจอ ได้ออกไปเห็น มากกว่าที่เราเคยเห็น มันก็คุ้มที่สุดแล้ว . .
# ว่ า ง แ ล้ ว ไ ป ไ ห น .
#อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ

ช่องทางการติดต่อ
Facebook Fanpage : ว่ า ง แ ล้ ว ไป ไ ห น .
👉Facebook : www.facebook.com/wanglaewpainai
👉Instagram : www.instagram.com/nootnate
👉Website :  www.wanglaewpainai.com
👉E-mail : wanglaewpainai@gmail.com
👉Tel : 094 039 0998

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.